วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2559

จรวดรัสเซ๊ยเคลื่อนที่เข้าฐานยิง เตรียมพร้อมส่ง เอ็กโซมาร์ส 2016 ขึ้นสู่อวกาศ

จรวดรัสเซ๊ยเคลื่อนที่เข้าฐานยิง เตรียมพร้อมส่ง เอ็กโซมาร์ส 2016 ขึ้นสู่อวกาศ

จรวดโปรตอนของรัสเซียและอุปกรณ์ภารกิจ เอ็กโซมาร์ส 2016 กำลังถูกยกขึ้นสู่แนวตั้ง ที่ฐานปล่อยจรวด ไบโครนัวร์ ประเทศคาซัคสถาน วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ.2559Credit: B. Bethge/ESA
จรวด โปรตอน เอ็ม จากรัสเซียที่จะนำยานอวกาศเทรสแก๊ซออร์บิทเทอร์ และส่วนลงจอด สเกียพาเรลลี่ จากภารกิจ เอ็กโซมาร์ส 2016 ขึ้นสู่วงโคจรในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ (14 มีนาคม) ได้เคลื่อนที่เข้าสู่ฐานยิงและถูกยกขึ้นในแนวตั้งพร้อมยิงในวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านี้ ช่างเทคนิคได้เติมเชื้อเพลิงให้กับจรวดส่วนสุดท้ายเรียบร้อยแล้ว

ถ้าทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี จรวดโปรตอนมีกำหนดยิงออกจากฐานปล่อยจรวด ไบโครนัวร์ ประเทศคาซัคสถาน ในวันจันทร์ที่ 14 มีนาคมที่จะถึงนี้ เวลา 16:00 นาฬิกา ตามเวลาประเทศไทยนะครับ ในลิงค์นี้ ExoMars launch live here at Space.com

หลังจากเข้าสู่วงโคจร ยานอวกาศและส่วนลงจอดจะเริ่มต้นการเดินทางในอวกาศห้วงลึกเป็นเวลา 7เดือน และจะเดินทางถึงดาวอังคารในเดือนตุลาคม 2559

Credit : http://www.space.com/32233-exomars-spacecraft-launch-pad-photos.html

วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2559

มาร่วมติดตามการปล่อยจรวดภารกิจเอ็กโซมาร์ส 2016 (Exomars 2016) กันเถอะ


Copyright: ESA/ATG medialab

ภารกิจเอ็กโซมาร์สมีกำหนดทะยานอยู่ดาวอังคารใน วันจันทร์ ที่ 14 มีนาคม เวลา 16:00 นาฬิกา ตามเวลาประเทศไทย และคาดว่าจะได้รับสัญญาณแรกจากยานอวกาศในเวลาประมาณ 04:00 นาฬิกา วันที่ 15 มีนาคม โดยมีช่องทางการติดต่อดังนี้

ยานอวกาศจะถูกขนส่งโดยจรวด โปรตอนเอ็ม จาก ไบโครนัวร์ คอสโมโดรม ประเทศคาซัคสถาน 

Exomars 2016 Meets Proton rocket

เทรสแก็สออร์บิทเทอร์ ได้ถูกประกอบเข้ากับส่วนลงจอดเชียพาเรลลี่และถูกห่อหุ้มโครงสร้างภายนอก (payload fairing) ที่จะป้องกันมันจากอันตรายต่างๆขณะเดินทางออกสู่วงโคจรของโลก ตอนนี้มันได้ถูกประกอบเข้ากับจรวดชั้นบน บรีส-เอ็ม (Upperstage Rocket Breeze-M) ก่อนจะถูกนำไปประกอบเข้ากับจรวดโปรตอนที่จะนำมันขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ในวันที่ 14 มีนาคม 2559 นี้เวลา 16:00

จากภาพ เทรสแก๊สออร์บิทเทอร์ ส่วนทดสอบการลงจอด เชียพาเรลลี่ และส่วนโครงสร้างภายนอก จะอยู่ด้านซ้ายสุด และมีโลโก้ exomars ติดอยู่

http://exploration.esa.int/science-e-media/img/ce/ExoMars2016_Baikonur_team_with_Proton_20160305_46px_625.jpgCopyright: KhSC

วันอังคารที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2559

กล้องสัญชาติสวิสเตรียมพร้อมทะยานอยู่ดาวอังคาร

กล้องสัญชาติสวิสเตรียมพร้อมทะยานอยู่ดาวอังคาร



แรกเริ่มเดิมที ทีมจากเมืองเบิร์น สวิสเซอร์แลนด์ทำงานร่วมกับ นาซ่าในการพัฒนากล้องตัวนี้ แต่ในภายหลัง นาซ่าขอถอนตัวออกจากโปรเจคนี้ แต่แทนที่จะปล่อยให้โครงการนี้ล้มเลิกไป ศาสตราจารย์ นิโคลัส โทมัส จากมหาวิทยาลัยเบิร์น ได้ก้าวเข้ามาเพื่อนำโปรเจคนี้ให้สำเร็จ กล้องถ่ายภาพอวกาศ คาสสิส CaSSIS ย่อมาจาก Colour and Stereo Surface Imaging System หรือ กล้องถ่ายภาพพื้นผิวระบบสีและสามมิติ มันเป็นกล้องความละเอียดสูงที่จะถูกส่งไปถ่ายภาพพื้นผิวดาวอังคารอย่างละเอียด  มันจะถูกประกอบเข้ากับ เทรสแก๊สออร์บิทเทอร์ (Trace Gas Orbiter, TGO) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ โปรแกรมเอ็กโซมาร์ส (Exomars) ขององค์การอวกาศยุโรป (ESA) ที่จะทำการศึกษาสภาพแวดล้อมของดาวอังคาร และทำการทดสอบเทคโนโลยีใหม่สำหรับใช้ในภารกิจสำรวจอวกาศในอนาคต  เทรสแก๊สออร์บิทเทอร์จะตรวจสอบและทำการวิเคราะห์ร่องรอยของแก็สอย่างเช่นมีเทน ไอน้ำ หรือไนโตรเจน โดยใช้อุปกรณ์ที่มีความละเอียดสูงกว่าการทดลองครั้งก่อนๆมาก

 เทรสแก๊สออร์บิทเทอร์จะถูกส่งไปยังดาวอังคารโดยจรวดโปรตอนที่องค์การอวกาศรัสเซียเป็นผู้สนับสนุน โปรแกรมเอ็กโซมาร์สเป็นเพียงโปรแกรมแรกในอีกหลายโครงการสำรวจดาวอังคารที่จะตามมา ภายใต้ความร่วมมือระหว่าองค์การอวกาศยุโรป (ESA) และ องค์การอวกาศรัสเซีย (Roscosmos)

Credit : http://nccr-planets.ch/swiss-camera-flies-to-mars/

วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2559

แวะปั้มเติมน้ำมัน ก่อนเดินทางไปดาวอังคาร

แวะปั้มเติมน้ำมัน ก่อนเดินทางไปดาวอังคาร


Copyright: TAS-F/Yannick Le Marchand
เทรสแก๊ซออร์บิทเทอร์ ( Trace Gas Orbiter, TGO)  ยานอวกาศสำรวจชั้นบรรยากาศดาวอังคาร พร้อมกับ เชียพาเรลลี่ ส่วนทดสอบการลงจอดสู่พื้นผิวดาวอังคาร จากภารกิจ Exomars 2016 กำลังถูกเติมเชื้อเพลิง ที่สถานีอวกาศไบโคนัวร์ประเทศ คาซัคสถาน 

ยุคแห่งการสำรวจดาวอังคารขององค์การอวกาศยุโรปกำลังจะเริ่มต้นขึ้นภายในเดือนมีนาคมปีนี้ หลังจากส่ง เทรสแก๊ซออร์บิทเทอร์ ( Trace Gas Orbiter, TGO) และ เชียพาเรลลี่ ขึ้นสู่ห้วงอวกาศและเริ่มต้นการเดินทางนานเจ็ดเดือน สูาดาวเคราะห์สีแดง โดยที่เชียพาเรลลี่จะถูกปล่อยลงไปยังพื้นผิวดาวอังคารเพื่อทดสอบรบการลงจอด  ในขณะที่ตัวยานอวกาศจะเริ่มทำการลดความเร็วในชั้นบรรยากาศของดาวอังคาร ก่อนที่จะเริ่มกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

 ในตัวยานอวกาศ TGO มีถังเชื้อเพลิงหนึ่งถัง และตัวเร่งปฏิกิริยาหนึ่งถัง แบ่งเป็น MON (Mixed oxides of nitrogen) 1.5 ตัน และ MMH (Monomethylhydrazine) 1 ตัน โดยทั้งหมดจะถูกใช้ในเครื่องยนต์หลัก และจรวดขับดัน 10 เครื่องยนต์ (และ เครื่องยนต์ขับดันสำรองอีก 10 เครื่อง)

เนื่องจากกระบวนการเติมเชื้อเพลิงเป็นงานที่เสี่ยงอันตรายสูง เจ้าหน้าที่จึงต้องส่วมชุดป้องกัน และใช้แขนหุ่นยนต์ในการช่วยในการเติมเชื้อเพลิง ในขณะที่มีหน่วยแพทย์ และดับเพลิงเตรียมพร้อมรออยู่ข้างนอกแล้ว

วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ดาวเคราะห์ คืออะไรหว่า?



คือตอนปี ค.ศ.1930 เนี่ยมันก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอกนะ เวลาค้นพบดาวอะไรที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ เรียกเลยว่ามันเป็นดาวเคราะห์ เพราะมันมีไม่มากไง เทคโนลียีมันยังไม่สูงเท่าตอนนี้ แค่มองเห็นดาวพลูโตเนี่ยก็เต็มกลืนแล้ว ขนาดมันเล็กแค่ไหนรู้ป่ะ มันเหมือนกะอยู๋หน้าแยกราชประสงค์แล้วมองหาเม็ดเลือดแดงที่อยู่หน้าสยามดิสค์อ่ะ (ประมาณ 1 กิโลเมตร) ด้วยเทคโนโลยีสมัยปี 1930 นะเว้ย! เป็นพ.ศ.ก็ 2473 อ่ะ ประเทศไทยพึ่งมีสถานีวิทยุเองนะ(ที่พระราชวังพญาไท) พลูโตก็เลยเป็น”ดาวเคราะห์” ดวงที่ 9 ของระบบสุริยะไป ในตอนนั้น พอมาปี 1992 นี่ชีวิตเริ่มลำบากล่ะ เราดันไปเจอว่าเจ้าดาวพลูโตเนี่ย มันอยู่ในแถบไคเปอร์ ซึ่งมีหินและน้ำแข็งก้อนเล็กก้อนน้อยกระจายอยู่เยอะมาก ก็เลยเริ่มมีไอเดียว่า เฮ้ย เจ้าดาวพลูโตเนี่ย มันเป็นแค่วัตถุในแถบไคเปอร์นี่ด้วยป่าวว่ะ แค่มันใหญ่กว่าชาวบ้านแค่นั้นเอง แต่ก็ยังไม่มีใครทำอะไร พอปี 2005 เท่านั้นละครับ! ผมนี้อึ้งเลย! เจอดาวใหม่ครับ เอริส ซึ่งใหญ่กว่าดาวพลูโตซะอีกในขณะที่อยู่ในแถบเดียวกัน ทีนี้สับสนเลยครับ ว่าเอริสเนี่ย “มันเป็นดาวมั้ย” ในปี 2006 ก็เลยมีการเรียกประชุมนักดาราศาสตร์ทั่วโลกเลยครับ เพื่อมาคุยกันว่าตกลง”ดาวเคราะห์” เนี่ย คืออะไรกันว่ะ? (เหมือนกับเชฟทำอาหาร ถามว่า “น้ำตาล” คืออะไรกันว่ะ ทำนองนั้นเลย)  ปีนั้นเค้าเลยตั้งกฏขึ้นมาสามข้อ ถ้าอยากเป็นดาวเคราะห์ที่ดี ต้องมีคุณสมบัติครบทั้งสามข้อนี้
  1. โคจรรอบพระอาทิตย์
  2.  ต้องมีมวลพอที่จะทำให้ตัวเองมีทรงกลม
  3.  ต้องมีพื้นที่วงโคจรเป็นของตัวเอง ไม่มีใครมาซ็อนทับวงโคจร


เจ้าพลูโตมันไม่ผ่านข้อที่สามเนี่ยแหละ เพราะมันมีน้ำหนักน้อย มีดาวเล็กๆอื่นๆมาซ้อนทับวงโคจรมันเยอะ คือถ้าเป็นดาวที่มีขนาดพอสมควรเนี่ย ก้อนเล็กก้อนน้อยที่อยู่ในวงโคจรของดาวนั้นจะโดนดูดเข้าหาดวงเคราะห์นั้นแล้วเป็นส่วนเดียวกันไปเลย หรือไม่ก็โดนเหวี่ยงออกไปไกลๆเลย แต่สำหรับพลูโตมันไม่ใช่ มันมีแรงดึงดูดไม่พอที่จะทำแบบนั้น งานนี้พลูโตเลยแห้วไป อดเป็นดาวเคราะห์ แต่มันอุตสาห์มีคุณสมบัติตั้งสองข้อไง เค้ากลัวมันเสียใจ ก็เลยตั้งตำแหน่งใหม่ให้เป็น ดาวเคราะห์ดวงน้อยๆ หรือดาวเคาะแคะ เอ้ย! ดาวเคราะห์แคระ นั่นเอง แต่ก็มีคนเถียงเยอะนะ สำหรับการจำแนกดาวเคราะห์โดยเงื่อนไขสามข้อนี้ เพราะไม่งั้น ดวงจันทร์ของเรา ก็เป็นดาวเคราะห์ไปด้วยดิ จริงม่ะ (เออจริง)  ซึ่งตัวตั้งตัวตีของการไม่เห็นด้วยในครั้งนี้ก็คือ หัวหน้าโครงการ new horizon ซึ่งเป็นภารกิจสำรวจดาวพลูโต ซึ่งตอนนี้กำลังเดินทางใกล้ถึงจุดหมายเข้าไปทุกทีแล้ว (14 July 2015)


วันพุธที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2557

เป็นมาแต่ใด เป็นใครกันหนอ จับพัดจับพลูมาเป็นวิศวกรดาวเทียม

โดนท่านแม่บังคับแกมขู่เข็ญ ให้เค้นสมองเขียนออกมาว่า ตัวผมไปจับผัดจับพลู ไปทำอีท่าไหนเข้า ถึงได้มาเป็นวิศวกรทำงานเกี่ยวกับอวกาศ สร้างดาวเทียม แบบที่ชาวบ้านเค้าไม่ค่อยจะมาทำกัน ผมว่าตัวแม่เองแกก็คงจะงงๆ เพราะผมเองก็ย้ายไปประเทศนู้นที ประเทศนี้ที แม่ถามว่าทำอะไรก็อธิบายไป แต่แม่ก็คงไม่ค่อยจะเข้าใจหรอกนะ ทั้งวาดรูปทำสไลด์โชว์ แต่แกก็ยังดูมึนๆอยู่ดี  มาดูกันดีกว่าว่าชีวิตผมมันเป็นมายังไงบ้าง

เรื่องเกิดเมื่อปี 2007
ผม : แม่ ขอตังค์หน่อยจะซื้อตั๋วเครื่องบินไปเยอรมัน
แม่ : ไปทำไม ทำอะไรประเทศเยอรมัน
ผม : ไปเรียนแม่ ได้ทุนไปเรียน
แม่ : อ่อเหรอ สมัครไปตั้งแต่เมื่อไหร เรียนอะไรล่ะลูก
ผม : ไปเรียนทำดาวเทียมน่ะแม่
แม่ + พ่อ : ห่ะ เรียนอะไรของเอ็งนะ ดาวเทียมอะไร จบมาจะมีงานทำมั้ยนั่น แล้วไปเมื่อไหร่
ผม : ไม่รู้ดิพ่อ อยากไปลองเรียนดูได้ทุนเรียนด้วยไม่เสียหายอะไร อีกสามเดือนต้องเดินทางแล้ว

ปี 2007-2008 พึ่งเรียนป.ตรีจบใหม่ๆ ก็หาสมัครงานไปเรื่อย จนไปพบกับโฆษณาทุนเล่าเรียนฟรีที่ยุโรป โลโก้เป็นหุ่นยนต์สำรวจดาวอังคารที่นาซ่าส่งไปเมื่อปี 2004 น่าเย้ายวนใจยิงนัก สำหรับวิศวกรจบใหม่ไฟแรง ที่มีประสบการณ์แข่งหุ่นยนต์ระดับประเทศและระดับโลกมา ถึงแม้จะช่วยเค้าแค่นิดหน่อยๆก็เถอะ แต่เจ้าหุ่นยนต์ดีกรีนาซ่าตัวนี้ ถือเป็นหุ่นยนต์ขั้นเทพ ที่ใครๆที่ชื่นชอบหุ่นยนต์ย่อมรู้จักดี ว่าแล้วก็คลิกตามที่เค้าเขียนไปเรื่อย เอกสารทุกอย่างก็มีครบ อยู่ในมือเพราะกำลังหว่านแหสมัครงานอยู่

เงียบไปครึ่งปี งานที่พึ่งเริ่มทำได้สามเดือนก็กำลังจะส่งไปฝรั่งเศสเพราะเรียนรู้ระบบ มีคืนนึงจดหมายส่งมา ว่าได้ทุน ความสนุกก็บังเกิด

เดินทางไปเรียนที่ประเทศเยอรมัน ภาษาเยอรมันก็ไม่รู้ซักตัว ภาษาอังกฤษที่เคยใช้ก็ตอนไป work and travel ตอนเรียนปีสอง งูๆปลาๆ สั่งอาหารกินได้ เรียนที่เยอรมัน 6 เดือน เรียนไปกระอั่กเลือดไป ไม่มีเวลาคิดถึงบ้าน วันธรรมดาคือเรียน เสาร์ อาทิตย์ทำการบ้าน เรียนในห้องไม่รู้เรื่องก็ต้องอ่านเอง วิชาที่ไม่เคยเรียน ในภาษาที่ไม่คุ้นเคย และบ้านเมืองที่แปลกตา จบ 6 เดือนก็ย้ายประเทศ ไปที่สวีเดน เมืองคิรูน่า เหนือสุดประเทศสวีเดน เฉียดเส้น Arctic circle หนาวจับใจ หิมะขาวโพลน อุณหภูมิ -20องศา ไปเรียนวิทยาศาสตร์ว่าด้วยสิ่งต่างๆในอวกาศ เรียนรู้ธรรมชาติของอวกาศและมันมีผลกระทบอะไรกับดาวเทียมและโลกได้บ้าง เห็นแสงเหนือ นอนโรงแรมน้ำแข็ง กินเนื้อกวางเรนเดียร์ แล้ว 4 เดือนในแดนน้ำแข็งก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพื่อนร่วมชะตากรรม 30 คนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน กลายเป็นเหมือนคนในครอบครัว กินด้วยกัน เที่ยวด้วยกัน ลอกการบ้านกัน แต่ก็ถึงเวลาต้องจากลา ปีสุดท้ายของหลักสูตรต้องแยกไปตามมหาวิทยาลัย 6 แห่งทั่วยุโรป ตามแต่สาขาที่คิดอยากจะเรียน

เรียนอะไรดีหน่อ ใจก็คิด ชอบอวกาศ ชอบดาวเทียม แต่เอาไปหากินที่บ้านเกิดเมืองไทยไม่ได้แน่ๆ เอาสาขาระบบอัติโนมัติแล้วกัน คล้ายที่เรียนมา งานในไทยก็คงพอจะมี ปักหมุดลงไป ป้ายต่อไปประเทศฟินแลนด์

เข้าเรียนปุ้ปใจชื้น หุ่นยนต์อัติโนมัติเป็นวิชาเลือก คว้าเกรด A มาอย่างง่ายดายทีสิสจบก็ยังไม่วาย ศึกษาหาทางเพิ่มความสมดุลย์ของหุ่นยนต์ในการเดินทางในที่ลาดชัน เผื่ออนาคตจะได้ทำหุ่นยนต์ไปดาวอังคารกับเขาบ้าง

เรียนจบ สมัครงานที่แรกคือนาซ่า ทำได้ทุกอย่างที่เค้าอยากจะให้ทำ ไม่มีอย่างเดียวคือไม่ใช่คนอเมริกัน ไม่เป็นไร องค์การอวกาศยุโรปก็ไม่ใช่ย่อย เราได้ทุนเขามาเค้าน่าจะอยากให้เราทำงานคืนทุน ทำได้ทุกอย่างที่เค้าอยากจะให้ทำเหมือนกัน แต่ก็ไม่ใช่คนยุโรปเช่นกัน ญี่ปุ่น เกาหลี จีน อินเดีย เราไม่ใช่พลเมืองเขา เก่งดีเด่แค่ไหนก็รับไม่ได้ ไม่ใช่ไม่อยาก แต่เพราะมันเป็นความมั่นคงของประเทศเค้า จรวดยิงไปอวกาศคือขีปนาวุธข้ามทวีป มันคือทหาร มันคือความมั่นคง

หางานที่ไทย หวยออกที่ Seagate บริษัทผลิต Haddisk drive ยักษ์ใหญ่ของเมืองไทย ไปช่วยเค้าทำระบบอัติโนมัติอย่างที่เรียนมา ช่วยเค้าเข็นเครื่องจักรผลิตออกมาได้หนึ่งระบบ ครบสองปีหมาดๆ เพื่อนที่เรียนมาด้วยกันที่ฟินแลนด์ ได้งานอยู่ที่มหาลัยในสิงค์โปร์ มาแอบกระซิบ เฮ้ยๆ เค้าพึ่งตั้งโปรแกรมส่งดาวเทียมขนาดเล็กที่นี้ สนใจมั้ย เดี้ยวแนะนำให้เลย กำลังหาคนออกแบบดาวเทียม กับระบบควบคุมอุณหภูมิ ทำไม่เป็นไม่เป็นไร มาเรียนกันที่นี่

ไม่รอช้า แพ้คกระเป๋าไปเมืองลอดช่อง ขุดของเก่าที่เรียนมา ได้เอามาใช้หากินจริงๆก็คราวนี้ ที่เรียนไปกระอั่กเลือดไปทั้งหมด ได้เอามาใช้ พร้อมเรียนรู้เพิ่ม งานไม่ใช่แค่นั่งออกแบบหน้าคอมพิวเตอร์แล้วจบ ยังต้องคำนวณ ประกอบ ทดสอบ ดาวเทียมดวงเดียว ผลิตสามดวง เผื่อพัง เผื่อเหลือ เผือขาด


รูปบนแท่นประกอบ ด้านเซลพลังงานแสงอาทิตย์



ด้านหน้าของดาวเทียม จะเห็นเสสสัญญาณ GPS สี่เหลี่ยม และสลักที่จะเริ่มการทำงานของดาวเทียม เมื่อดึงออก

ดาวเทียมขนาดเล็ก จุดประสงค์หลักคือเป็นดาวเทียมเพื่อการวิจัย เพื่อสอนในเด็กระดับมหาวิทยาลัยได้เรียนรู้ขั้นตอนการออกแบบสร้างและทดลองจริง ที่ว่าขนาดเล็ก เพราะมีขนาด 10 ลูกบาศก์เซนติเมตร หนักประมาณ 1 กิโลกรัมแค่นั้นเอง มีชื่อเรียกเป็นทางการว่า Cubesat มหาลัยชั้นนำในต่างประเทศล้วนมีโปรแกรมนี้ทั้งนั้น ปีหนึ่งปล่อยกันเป็นร้อยดวงก็น่าจะได้ เพราะว่า Cubesat ทุกดวงมีขนาดเท่ากันเป็นมาตรฐาน เวลาส่งก็ส่งพร้อมกันได้หลายดวง โดยติดไปกับดาวเทียมดวงใหญ่ๆ ที่ซื้อพื้นที่จรวดไปแล้วมีที่เหลือ พอจะติดไปด้วยได้ ก็แชร์ค่าส่งกันไปนิดๆหน่อย ค่าส่งก็ถูกลง วิน-วินทั้งคู่ มหาลัยก็ใช้ดาวเทียมขนาดเล็กบบนี้เป็นที่เอาไว้ทดลองเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ไม่มีใครกล้าลองกับดาวเทียมขนาดใหญ่ที่มีราคามหาศาล เวลาที่ใช้ก็ประมาณ 1-2 ปีเท่านั้น เทียบกับปกติ 5-10 ปี
ทดสอบการสื่อสาร จากตึกที่สูงที่สุดในสิงค์โปร์ ไปยังสถานีของมหาลัย
สองปีผ่านไปดาวเทียมขนาดเล็กก็พร้อม รอส่งไปรัสเซียเพื่อประกอบเข้ากับจรวดที่จะส่งไปโคจรรอบโลก โปรเจคนี้จบไป พร้อมกับโดนล้อมรอบด้วยเพื่อนๆพี่ๆคนไทยในสิงค์โปร์ที่ต่างก็ไปเรียนปริญญาเอกกันทั้งนั้น ก็เลยคิดว่า เออ เราเองก็น่าจะเรียนเอกเหมือนกันนะ เผื่อจะหางานด้านอวกาศได้ง่ายขึ้้น มหกรรมหว่านแหหางานก็เริ่มต้นอีกครั้ง แต่ต่างกันตรงที่คราวนี้หาที่เรียนป.เอก ไปเจอเวบมหาลัยนึง เค้าเขียนว่า มีตำแหน่งป.เอกว่าง ให้เขียนเมล์มาหาพร้อมส่งประวัติการทำงานมา แล้วจะติดต่อกลับไป ก็จัดใส่พานไปตามระเบียบ มหาลัยเล็กๆไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน แต่ดูผ่านพอมีโปรเจคอวกาศร่วมกับองค์การอวกาศยุโรปบ้าง ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ช่าง ห้านาทีผ่านไป อีเมล์ประหลาดตอบกลับมา แหม ในใจคิด มหาลัยนี้ปฏิเสธไวจังแฮะ โดนปฏิเสธรอบที่สิบได้แล้วมั้ง

เปิดเมล์อ่านดู "เสียใจด้วย เราไม่มีตำแหน่งปริญญาเอกที่เหมาะกับคุณ" นั่นประไร เป็นหวยก็รวยไปแล้ว อ่านต่อไป
"แต่เรามีตำแหน่ง Thermal Engineer ในโปรเจค Exomars ที่น่าจะเหมาะกับคุณ หากสนใจโปรดติดต่อกลับ" ห่ะ!? Exomars ชื่อยังก้องอยู่ในสมอง...Exomars เป็นโครงการขององค์การอวกาศยุโรปที่จะส่งหุ่นยนต์ไปดาวอังคาร คล้ายกับของนาซ่าเมื่อปี 2004

ในใจคิด "ทำ" ให้ทำฟรีก็จะทำ ประเทศไหนก็จะไป ตอบอีเมล์กลับไปแบบมึนๆ งงๆ "Yes, I do want to join the team" ตอนสัมภาษณ์ เงินเดือนไม่เคยถามถึง ถามแต่ว่าจะได้ทำจริงๆเหรอ จะได้ส่งไปดาวอังคารจริงๆใช่มั้ย ปรากฏว่าที่มาลัยได้ทำนั้นเป็นกล้องสำรวจดาวอังคาร เอาไว้ศึกษาพื้นผิว รวมถึงจุดลงจอดที่น่าสนใจสำหรับหุ่นยนต์ที่จะส่งลงไปยังผื้นผิวดาวอังคาร เอาน่ะ ก็ไม่แย่ ลุยเป็นลุย ขอให้ได้ทำ
Exomars Rover กับ ยานอวกาศที่จะส่งมันไปยังพื้นผิวดาวอังคาร
มาถึงที่นี่เรียนใหม่หมดโปรแกรมที่ใช้เป็นโปรแกรมที่องค์การอวกาศยุโรปบังคับใช้ ซึ่งผมไม่เคยใช้มาก่อน มีคนสอนคนนึง เรียนรู้ได้สามเดือนก็เริ่มปล่อยให้ทำเอง ประกอบกับประสบการณ์ที่ผ่านมาจากสิงค์โปร์ก็ทำให้จับทางได้เร็ว หัวหน้าใจดี เราก็ดีใจ ชีวิตคือการเรียนรู้ ทำงานก็เหมือนได้เรียน แถมเค้าดันให้ตังค์ใช้อีกต่างหาก

หน้าที่ของ Thermal Engineer คือทำการจำลองอุณหภูมิของดาวเทียมว่าในขณะที่ทำภารกิจนั้น อุณหภูมิของดาวเทียมเป็นเท่าไหร่ เพราะว่าถ้าเย็น หรือร้อนเกินไป จะทำให้อุปกรณ์ภายในดาวเทียมเสียหายหรือทำงานได้ไม่เต็มที่ สภาพแวดล้อมในอวกาศที่ไม่มีอะไรมาช่วยระบายความร้อนเหมือนอยู่บนโลก ก็ทำให้ต้องทำการจำลองและทดสอบอย่างละเอียด ถ้าร้อนไปเราใส่ฉนวนกันความร้อนได้ ถ้าเย็นไปเราใส่ฮีทเตอร์เข้าไปได้ ฟังดูง่าย แต่จริงๆแล้ว ทั้งน้ำหนักของฉนวนกันความร้อน และพลังงานของฮีทเตอร์ต่างก็เป็นทรัพยากรณ์ที่มีอยู่อย่างจำกัด อีกทั้งอวกาศทีอุณหภูมิอยู่ที่ -270องศาเซลเซียส และอุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถ้าเกิดเราโดนแสงจากดวงอาทิตย์ส่อง เราก็ต้องศึกษา พูดคุยกันให้ดีระหว่างคนที่วางแผนการเคลื่อนที่ของดาวเทียมว่า อุปกรณ์ขอเราอยู่ด้านไหน จะเห็นดวงอาทิตย์มากน้อยขนาดไหน ระหว่างการเดินทางไปดาวอังคารก็แบ่งย่อยเป็นหลายขั้นตอน ตำแหน่งของดาวเทียมก็ต่างกันไป ระหว่างเดินทางไปดาวอังคารซึ่งใช้เวลา 8 เดือน ก็อย่างหนึ่ง พอใกล้ถึงดาวอังคารเราก็ต้องทำการลดวามเร็วขอยานอวกาศด้วยเทคนิคเฉพาะ ซึ่งต้องอาศัยการวางตัวของยานอวกาศอีกแบบหนึ่งเป็นต้น รวมถึงเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นหากระบบการทรงตัวขอยานอวกาศผิดพลาด ล้วนแต่ต้องทำการจำลองผลเป็นกรณีแยกกันไป

วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

[Soyuz Series] Soyuz มรดกจากโซเวียต สู่วงการอวกาศโลก [เดินทางสู่ดวงจันทร์]

หนทางสู่ดวงจันทร์ Luna program


เอาบทความมาแลกโหวตครับ หากคิดว่ามันให้ความรู้ หรือทำให้สนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีอวกาศมากขึ้น ช่วยโหวตให้คะแนนผมได้ไปอวกาศด้วยครับที่https://www2.axeapollo.com/en_PH/33121/tawon-uthaicharoenpong

หลังจากประสบความสำเร็จในการส่งดาวเทียมไปโคจรรอบโลกแล้ว จุดมุ่งหมายต่อไปของโซเวียตก็คือการไปสู่ดวงจันทร์ก่อนอเมริกัน

ลูน่าโปรแกรม (Luna programme) ได้ริเริ่มขึ้นระหว่างปี 1959 ถึงปี 1976 มีจุดประสงค์เพื่อศึกษา องค์ประกอบทางเคมี แรงดึงดูด อุณหภูมิ และ รังสี บนดวงจันทร์ ยานอวกาศที่ได้ตั้งชื่อเป็นทางการว่า Luna มีทั้งหมด 24 ลำ แม้ว่าภารกิจที่ล้มเหลวจะไม่ถูกแต่งตั้งหมายเลขภารกิจให้ก็ตาม (ขนาดเฉพาะที่สำเร็จยังมีตั้ง 24 ครั้ง!)
แบบจำลอง ยานอวกาศ Luna 1 [http://en.wikipedia.org/wiki/Luna_1

ยาวอวกาศลำแรกชื่อว่า Luna 1 มีจุดประสงค์ที่จะพุ่งเข้าชนดวงจันทร์ (จะไปให้ถึงก่อนนั้นแหละ) แต่ว่าศุนย์ควบคุมภาคพื้นดินที่รัสเซียกลับมีข้อผิดพลาดทำให้ระบบตั้งเวลาเดินเครื่องยนต์ทำงานผิดพลาด ทำให้ Luna 1 พลาดดวงจันทร์ไป 5,900 กิโลเมตร ถึงภารกิจจะล้มเหลวแต่ก็มีความสำคัญพอที่จะได้หมายเลขภารกิจ เพราะว่า Luna 1 เป็นสิ่งของที่มนุษย์ทำขึ้นชิ้นแรก ที่หลุดออกจากแรงโน้มถ่วงของโลก และเดินทางออกสู่อวกาศเบื้องลึกอย่างแท้จริง และเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในอวกาศ เช่น ลมสุริยะ แถบรังสี สนามแม่เหล็กของดวงจันทร์ เป็นต้น Luna 1 ถูกส่งขึ้นไปสู่อวกาศโดยจรวด R-7 (ชื่อทางการ 8K72) ที่เราได้พูดถึงในซีรีส์ก่อนหน้านี้  จรวด 8K72ได้ถูกปรับแต่งเพื่อให้เหมาะสมกับภารกิจนี้และได้เปลี่ยนชื่อเป็น Luna 8K72 นั้นเองซึ่งหมายความว่ามันยังอยู่ในตระกูลของจรวด R-7 ที่ เซอร์เกย์ โคโรเลฟเป็นผู้ออกแบบนั้นเอง

ยานอวกาศ Pioneer 4 ของฝั่งสหรัฐ ซึ่งมีภารกิจเหมือนกับ Luna 1 ทุกประการ  [http://en.wikipedia.org/wiki/Pioneer_4]

เรื่องที่น่าสนใจในช่วงเวลาเดียวกันก็คือ ทางฝั่งอเมริกาก็มีภารกิจแบบเดียวกันกับ Luna 1 แป้ะ! ซึ่งก็คือ การส่งยานอวกาศ  Pioneer 4 ไปสู่ดวงจันทร์ โดยบินผ่านดวงจันทร์ไป 60,000 กิโลเมตร พร้อมด้วยเครื่องมือตรวจสอบกัมมันตภาพรังสี  Pioneer 4 ถูกส่งภายหลัง Luna 1 ประมาณสองเดือนในวันที่ 3 มีนาคม 1959

12 กันยายน 1959 9 เดือนหลังจากภารกิจ Luna 1 ล้มเหลว ภารกิจ Luna 2 ที่ประสบความสำเร็จในการลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์เป็นครั้งแรก เพื่อเป็นการประกาศความสำเร็จบนพื้นผิวดวงจันทร์ โซเวียตได้ใส่ของที่ระลึกเข้าไปใน Luna 2 และชิ้นส่วนของจรวดที่จะตกกระทบพื้นผิวดวงจันทร์ ด้วยซึ่งก็คือ ลูกบอลสเตนเลสและเส้นอลูมิเนียมบาง ที่สลักชื่อสหภาพโซเวียต และปีเอาไว้ (СССР СЕНТЯБРЬ 1959 , USSR SEPTEMBER 1959) วันที่ 15 กันยายน ผู้นำโซเวียต นิกิต้า ครุสเซฟ มอบแบบจำลองลูกบอลนี้เป็นของขวัญให้แก่ ประธานาธิบดี ของอเมริกา ไอเซ่นฮาวเออร์ (หยามหน้ากันเห็นๆ เหอะๆๆ)
ลูกบอลสเตนเลส และเส้นอลูมิเนียมที่ส่งไปกับ Luna 2
ภารกิจต่อมาก็มีเรื่องน่าสนใจไม่น้อยเช่นกัน Luna 3 ถูกปล่อยเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 1959 มีภารกิจที่สำคัญคือ เป็นภารกิจแรกที่เป็นการโคจร รอบดวงจันทร์และได้มีการถ่ายรูปด้านมืดของดวงจันทร์เป็นครั้งแรก (บนโลกเราจะเห็นด้านสว่างของดวงจันทร์เพียงด้านเดียวเท่านั้น) แม้รูปที่ได้จะมีคุณภาพต่ำแต่ว่าก็สามารถสร้างความสนใจได้ทั่วโลก หากคิดให้ดีๆแล้ว สมัยนั้นไม่มีทั้งกล้องถ่ายรูปดิจิตอลและระบบสื่อสารความเร็วสูง แล้ว Luna 3 เล็งกล้องและส่งรูปกลับมายังโลกได้อย่างไร?

Luna 3 ส่วนกล้องและเซนเซอร์ตรวจจับดวงจันทร์ อยู่ทางด้านซ้ายของภาพ [http://www.svengrahn.pp.se/trackind/luna3/Luna3story.html] (ในลิงค์มีเรื่องน่าอ่านด้วยนะ!)
Luna 3 เป็นยานอวกาศลำแรกที่ใช้เทคโนโลยีการทรงตัวแบบสามแกน ซึ่งจำเป็นในการหยุนการหมุนของยานและเล็งกล้องไปยังดวงจันทร์ เมื่อเซนเซอร์ตรวจจับแสง ได้รับแสงอาทิตย์ที่อยู่ด้านหลังของดวงจันทร์ ยาน Luna 3 ก็เริ่มต้นการถ่ายภาพ โดยระบบถ่ายภาพ Yenisey-2 ซึ่งเป็นระบบกล้องสองเลนส์ พร้อมด้วยระบบล้างรูปอัติโนมัติ และเครื่องสแกนภาพ! เมื่อภาพถ่ายได้และทำการล้างภาพเสร็จสิ้น ฟิล์มจะถูกส่งต่อไปยังเครื่องสแกนแบบหลอดคาโทดเปลี่ยนจุดขาว-ดำเป็นข้อมูลดิจิตอลและส่งไปยังโลก ซึ่งคล้ายคลึงกับการส่งแฟกส์นั้นเอง Luna 3ถ่ายรูปทั้งหมด 29 รูป ถ่ายใน 40 นาที แต่สามารถส่งข้อมูลมายังโลกสำเร็จเพียง 17 รูป และมีเพียง 6 รูปเท่านั้นที่ได้รับการตีพิมพ์
ภาพที่ส่งกลับมายังโลก [http://en.wikipedia.org/wiki/File:Luna_3_moon.jpg]
มีเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับการพิชิตอวกาศของโซเวียตเกิดขึ้นจำนวนมากภายใต้ Luna program ทั้ง 24 ภารกิจนี้ ทั้งการลงจอดบนดวงจันทร์เป็นครั้งแรกและ การเก็บตัวอย่างพื้นผิวดวงจันทร์กลับมายังโลก
ระบบถ่ายภาพ yenisey-2
แต่ยังมีภารกิจที่ข้ามไม่ลงเลยจริงๆนั้นก็คือภารกิจ Luna 15 (13 กรกฏาคม 1969 ) ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจส่งกลับตัวอย่างพื้นผิวดวงจันทร์ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับที่ Apollo 11 ได้ลงจอดบนดวงจันทร์ และ นีล อาร์มสตรอง กับ บัซ อัลดรินได้เหยีบพื้นผิวดวงจันทร์ครั้งประวัติศาสตร์ และ Luna 15 ได้เริ่มการลดระดับลงสู่พื้นผิวดวงจันทร์ และพุ่งชนภูเขาในภายหลัง ภารกิจนี้ยังเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการร่วมมือกันระว่าง โซเวียต-อเมริกัน เพราะโซเวียตต้องการตรวจสอบว่ากำหนดการของทั้งสองภารกิจจะไม่ชนกัน แต่ว่าต่างฝ่ายก็ต่างไม่ได้ให้ข้อมูลของภารกิจฝ่ายตนเอง

จรวดที่ใช้ส่งยานส่งยานอวกาศใน Luna program นั้นเป็นจรวดที่ดัดแปลงมาจากจรวด R-7 ทั้งสิ้น

  •  Luna 1-3 ใช้จรวด Luna 8K72 
  • Luna 4 - 14 ใช้จรวด Molniya-M 8K78M ซึ่งก็ยังเป็นจรวดที่ดัดแปลงมาจากจรวด R-7
  • Luna 15-24 ใช้จรวด Proton-K 8K82K ซึ่งไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับจรวด R-7 เลย เนื่องจากเป็นคู่แข่งของ เซอเกย์ โคโรเลฟ บิดาแห่งจรวดของโซเวียต ที่เกิดมีปัญหาการเมืองขึ้นมาจนโคโรเลฟถูกส่งไปค่ายกักกัน!
 ดราม่าไม่เคยปราณีใครจริงๆ ตอนหน้าเราจะพูดถึงจรวด Proton-K และจรวดรุ่นต่อๆไปกันครับ

วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

[Soyuz Series] Soyuz มรดกจากโซเวียต สู่วงการอวกาศโลก [ยุคเริ่มต้น]

ก่อนจะมาเป็น Soyuz

เอาบทความมาแลกโหวตครับ หากคิดว่ามันให้ความรู้ หรือทำให้สนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีอวกาศมากขึ้น ช่วยโหวตให้คะแนนผมได้ไปอวกาศด้วยครับที่https://www2.axeapollo.com/en_PH/33121/tawon-uthaicharoenpong

ก่อนที่จะมาเป็น Soyuz โซเวียตได้มีการพัฒนาอย่างมากมายในด้านของเทคโนโลยีอวกาศ เพื่อที่จะแข่งขันกับสหัรฐในช่วงสงครามเย็น (1947-1991) ซึ่งบรรพบุรุษของ Soyuz นั้นก็มาจากความพยายามที่จะสร้างขีปนาวุธนิวเคลียร์มาห่ำหั่นกับสหรัฐนั่นเอง

การพัฒนาจรวดของโซเวียตนั้นเชื่อกันว่าเริ่มต้นมาจากการยึดจรวด V-2 มาจากนาซีเยอรมันในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่2 พร้อมทั้งนักวิทยาศาสตร์และคนงานที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาจรวด V-2 และย้ายมายังสถานีวิจัยพิเศษใกล้กรุงมอสโควในปี 1946 และได้ก่อตั้ง สถาบันวิจัยขีปนาวุธขึ้นชื่อว่า OKB-1 ภายใต้การนำของ หัวหน้านักออกแบบ (Cheif designer) ผู้ซึ่งชื่อถูกปิดไว้เป็นความลับ จนมาถูกเปิดเผยในภายหลังว่าคือ เซอเกย์ โคโรเลฟ (Sergey Korolev) โคโรเลฟนี้เองที่เป็นตัวหลักในการพัฒนาทางด้านอวกาศของโซเวียตในภายหลัง

http://www.russianspaceweb.com/r1.html
จรวด R-1 บนแท่นปล่อย [http://www.russianspaceweb.com/r1.html]

ในปี 1947 สตาลินได้สั่งให้เริ่มการสร้างจรวด R-1 ซึ่งลอกแบบมาจาก V-2 ทั้งสิ้นแต่หากว่าส่วนประกอบทั้งหมดได้ทำขึ้นโดยโซเวียตเอง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาจรวดในรุ่นต่อๆมาของโซเวียต  
R-1 มีความสูง 14 เมตร พิสัยไกลสุด 270 กิโลเมตร ความแม่นยำ 5 กิโลเมตร

R-7 บนแท่นปล่อย http://www.russianspaceweb.com/r7.html
R-7 ในมุมมองต่างๆ [http://en.wikipedia.org/wiki/R-7_Semyorka] 

จนถึงปี 1959 จากจรวด R-1 ได้พัฒนามาถึงจรวด R-7  ซึ่งมีลักษณะในการออกแบบ แบบกลุ่มเครื่องยนต์ เครื่องยนต์แต่ละเครื่องจะมีถังน้ำมันเป็นของตัวเองและความคุมให้ทำงานร่วมกันผ่านสัญญาณวิทยุ เครื่องยนต์ขั้นที่1จะประกบอยู่รอบๆเครื่องยนต์ขั้นที่2 จะเห็นได้จากภาพข้างล่าง
ภาพจรวด R-7 แยกส่วน แสดงเครื่องยนต์ขั้นที่1 4เครื่องยนต์ และขั้นที่2 1เครื่องยนต์  [http://www.russianspaceweb.com/r7.html]
เครื่องยนต์ขั้นที่1แต่ละส่วนนั้นประกอบด้วย 6 เครื่องยนต์ย่อย แบ่งเป็นเครื่องยนต์ขับดัน 4 เครื่องและเครื่องยนต์ช่วยในการเลี้ยว 2 เครื่อง (สังเกตุท่อไอเสียเล็กๆ 2 อันในรูป) การพัฒนาไม่ได้มีให้เห็นเพียงเครื่องยนต์ที่ใหญ่และซับซ้อนขึ้นเท่านั้น ฐานปล่อยจรวดก็ต้องมีการพัฒนาเช่นกัน โดยแทนที่จะตั้งปล่อยแบบจรวด R-1 จรวด R-7 จะถูกตรึงไว้กับที่โดยแขน 4 ข้างที่ยกมันลอยขึ้นจากพื้น เพื่อป้องกันแรงประทะจากลมขณะปล่อย 

R-7 สามารถปล่อยหัวรบนิวเคลียร์ได้ 1 ลูกและมีพิสัยไกลถึง 8800 กิโลเมตร แต่อย่างไรก็ตามราคาค่าใช้จ่ายของ R-7 นั้นแพงมากเพราะต้องสร้างฐานปล่อยขนาดใหญ่ในที่ห่างไกล และสามารถตรวจจับได้ง่ายโดยเครื่องบินสอดแนม U-2 ของสหรัฐ R-7 ต้องใช้เวลาเตรียมการในการปล่อยนานถึง 20 ชั่วโมง ซึ่งนั้นหมายความว่า ทันทีที่สหรัฐสืบได้ว่ามีการเริ่มการยิงนิวเคลียร์ ฐานปล่อยก็จะสามารถถูกทำลายได้อย่างง่ายดาย และความสามารถในการขนขีปนาวุธขนาดใหญ่ของมันนั้นก็ไม่จำเป็นอีกต่อไปเพราะการพัฒนาของเทคโนโลยีระเบิดสมัยใหม่ที่ทำให้มีน้ำหนักลดลง เหตุผลทั้งหลายที่กล่าวมานั้นทำให้ R-7 เป็นขีปนาวุธที่ไม่น่าใช้อีกต่อไป แต่ว่ามันเหมาะอย่างยิ่งสำหรับระบบขนส่งสู่อวกาศ! จรวด R-7 นี่เองที่ใช้ส่ง  Sputnik1 ดาวเทียมดวงแรกของโลก และ Sputnik2 ซึ่งก็คือ ไลก้า สิ่งมีชีวิตนอกโลกชนิดแรก 

Sputnik1 ดาวเทียมดวงแรกของโลก ไม่มีอะไรนอกจากเครื่องวิทยุและแบตเตอรี่ [http://en.wikipedia.org/wiki/Sputnik_1]

Laika สิ่งมีชีวิตนอกโลกรายแรก ส่งโดยจรวด R-7 ที่ถูกดัดแปลง [http://en.wikipedia.org/wiki/Laika]
จรวด R-7 ได้ถูกถอนออกจากกองทัพในปี 1968 แต่ว่ามันยังถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อใช้ในกิจกรรมสำรวจอวกาศซึ่งโซเวียตเป็นผู้นำในขณะนั้น 

ผมขอจบตอน  Soyuz มรดกจากโซเวียต สู่วงการอวกาศโลก [ยุคเริ่มต้น] ไว้เพียงเท่านี้ก่อน ต่อไปผมจะพูดถึงการไปสู่ดวงจันทร์ของโซเวียต ซึ่งเป็นประเทศแรกในการ "ไปถึง"ดวงจันทร์ ก่อนหน้าสหรัฐ คู่ปรับตลอดการ


วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ยักษ์ใหญ่วงการอวกาศ NASA กับภารกิจที่ "อู่ตะเภา"

ผมได้อ่านข่าวจากหลากหลายสื่่อ เกี่ยวกับการที่องค์การอวกาศยักษ์ใหญ่ NASA มาขอใช้สนามบินอู่ตะเภา เพื่อใช้ในการศึกษาชั้นบรรยากาศของภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ สื่อเหล่านั้นเอาแต่พูดถึงเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ บ้างก็การเมืองภายใน ภารกิจลับ การ"ลองของ" ระหว่างสหรัฐและจีน แต่ยังไม่เห็นสื่อไหนบอกถึงใจความสำคัญของภารกิจ หรือแม้แต่ "ชื่อ" ของภารกิจนี้เลย หลังจากที่ไม่ได้อัพบล้อกนี้มานานมาก ผมรู้สึกว่าถึงเวลากลับมาทำงานอีกครั้ง เพื่อที่ประชาชนจะได้รับฟังข่าวที่มีสาระบ้างซักที


นักวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญสภาพอากาศ และบุคคลากรที่เกี่ยวข้องกว่า 150 คน ได้ร่วมกันวางแผนที่จะศึกษา สภาพอากาศของภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด ในช่วงฤดูมรสุม เพราะเป็นช่วงเวลาที่มลพิษและสารเคมีในภูมิภาคนี้ถูกผลักดันเข้าไปยังชั้นบรรยากาศมากที่สุด ซึ่งจะส่งผลกระทบถึงสภาพอากาศของโลกด้วย 

ซึ่งเป็นโครงการศึกษาสภาพอากาศที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน และยังเป็นภารกิจศึกษาสภาพอากาศที่มีความซับซ้อนและยุ่งยากเป็นอย่างมาก โดยใช้ชื่อว่า the Southeast Asia Composition, Cloud, Climate Coupling Regional Study หรือ อักษรย่อ SEAC4RS. 

โครงการนี้จะเก็บรวบรวมข้อมูลสภาพอากาศเพื่อการศึกษาจาก ดาวเทียมของนาซ่า ฝูงบินเพื่อการวิจัย ข้อมูลที่เก็บจากภาคพื้นดินและทะเล และนำทีมโดยนาย ไบรอัน ทูน ( Brian Toon ) ซึ่งเป็นผู้อาวุโสทางด้านการวิจัยสภาพอากาศของนาซ่าและก่อนหน้านี้ได้นำทีมวิจัยเกี่ยวกับ หลุมโอโซนที่ขั้วโลกเหนือมาแล้ว 

"เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะว่ามีประชากรเป็นจำนวนมากอยู่ที่นี้ มีมลภาวะที่มาจากไฟป่า และเมืองขนาดใหญ่ เคลื่อนที่ไปทั่วบริเวณโดยระบบอุตุนิยมวิทยาอันซับซ้อน ซึ่งเมื่อสารเคมีเหล่านี้ได้เข้าสู่ชั้นบรรยากาศสตาโตสสเฟียร์แล้วจะส่งผลกระทบทั่วทั้งโลก และมันยังอาจจะส่งผลกระทบถึงลักษณะของฤดูมรสุมอีกด้วย โครงการ SEAC4RS นี้จะทำให้เราเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้มีผลเกี่ยวข้องกันอย่างไรได้มากขึ้น" นายทูน กล่าว


The University of Colorado's Brian Toon, a veteran of NASA airborne campaigns, is leading planning for the Southeast Asia mission. Credit: University of Colorado. credit



อนุภาคเล็กๆในอากาศที่ลอยขึ้นไปถึงชั้นบรรยากาศของโลกจะทำหน้าที่สะท้อนแสงอาทิตย์กลับไปยังอวกาศ ทำให้โลกเย็นลงได้หรือไม่? ก็าซเหล่านั้นที่ถูกปล่อยขั้นไปจะส่งผลต่อสารเคมีในเมฆ และมีผลกระทบอย่างไรต่อปริมาณน้ำฝน และช่วงเวลาของหน้าฝนรึเปล่า นี่เป็นคำถามสำคัญระดับโลกที่SEAC4RS ต้องการหาคำตอบให้ได้จาการศึกษาครั้งนี้


เครื่องบิน ER-2 ของ NASA credit



SEAC4RS จะใช้เครื่องบินเพื่อการวิจัยหลายแบบในการเก็บข้อมูล เช่นเครื่องบินเพดานบินสูง ER-2 ของนาซ่าจะบินขึ้นไปถึงขอบของอวกาศ ในขณะที่ เครื่องG-V ขององค์กรวิทยาศาสตร์แห่งชาติ( อเมริกา) และ DC-8 ของนาซ่า จะเก็บข้อมูลในชั้นบรรยากาศที่ต่ำลงมา เครือยขายของเครื่องตรวจจับที่ได้ถูกติดตั้งภาคพื้นดิน และทะเลจีนใต้ จะให้ข้อมูลชั้นบรรยากาศจากความสูงที่ต่ำลงมาอีก นอกจากนี้ยังจะใช้ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจผ่านกลุ่มของดาวเทียม A-train ซึ่งประกอบด้วยดาวเทียมสำรวจสภาพอากาศจากนานาชาติที่ผ่านบริเวณนี้เป็นประจำอยู่แล้ว อีกด้วย

NASA เลือกประเทศไทยให้เป็นที่ตั้งฐานการสำรวจของ SEAC4RS เพราะว่าเครื่องบินจะได้สามารถเก็บตัวอย่างจากพื้นที่เป็นปัจจัยสำคัญของชั้นบรรยากาศในภูมิภาคนี้ได้ถึงสองจุด คือ การไหลเวียนของมรสุมฤดูร้อนทางตะวันตก และการนำพาความร้อนจากทะเลในทิศตะวันตกและทิศใต้ซึ่งสำคัญในการนำพามลภาวะขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ

"นี่จะเป็นโครงการตรวจสภาพอากาศที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่NASA เคยทำมาอย่างแน่นอน" นายทูนกล่าว "เรามีเครื่องบินหลากหลายชนิด และมีกลุ่มนักวิทยาศาสตร์หลายแขนงเข้ามาเกี่ยวข้อง และเราต้องทำการสำรวจพื้นที่ที่เราไม่เคยบินมาก่อน มันน่าตื้นเจ้นที่จะได้เห็นผู้คนหลากหลายแนวคิดมาร่วมกันแก้ไขปัญหาที่สำคัญต่อวงการวิทยาศาสตร์นี้" นายทูนกล่าว


วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2552

Today is Autmnal Equinox day! สวัสดีวันศารทวิษุวัต!

วิษุวัตหรืออิควินอกซ์

วันนี้เป็นวันที่พระอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันออก ใช้เวลา12ชั่วโมงเหนือเส้นขอบฟ้า และตกทางทิศตะวันตก และ หลังจากวันนี้ พระอาทิตย์จะเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตก เวลาในช่วงกลางคืนจะมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นการย่างเข้าฤดูหนาวนั้นเอง

วิษุวัตหรืออิควินอกซ์ เกิดขึ้นสองครั้งต่อปี เมื่อแกนเอียงของโลกขนานกับดวงอาทิตย์ พระอาทิตย์จะอยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรพอดี โดยในปี2552 ศารทวิษุวัติ(เข้าฤดูใบไม้ร่วง หรือฤดูหนาวของไทย) จะเกิดขึ้นในวันที่22กันยายน ส่วน วสันตวิษุวัต(เข้าฤดูใบไม้ผลิ หรือฤดูร้อนของไทย) เกิดขึ้นไปแล้วในวันที่20มีนาคม

การที่โลกมีฤดูได้นั้นก็เพราะว่าแกนที่โลกหมุนนั้นเอียงทำมุมอยู่กับดวงอาทิตย์ประมาณ 23.44องศาจากระนาบโคจร  ด้วยเหตุนี้ ครึ่งปีแรก แกนขั้วโลกเหนือจะเบนตัวเข้าหาพระอาทิตย์ และเอียงเข้ามากที่สุดในวันที่21มิถุนายน เรียกว่าวันครีษมายัน (Summer solstice) และครึ่งปีหลังแกนขั้วโลกใต้ก็จะเบนตัวข้าไปหาดวงอาทิตย์แทนโดยจะเอียงเข้ามากที่สุดในวันที่21 ธันวาคม เรียกว่าวันเหมายัน (Winter soltice)
ฉะนั้นเราก็จะมีเวลาอยู่สองช่วงที่พระอาทิตย์อยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรพอดี และนั่นเองเป็นที่มาของวันวิษุวัต หรืออิควินอกซ์ทั้งสองวัน

รูปแบบข้างบนนี้เป็นรูปที่เรียกว่า analema ได้มาโดยการถ่ายรูปพระอาทิตย์ในจุดเดียวกันและเวลาเดียวกันในแต่ล่ะวันของปี จะเห็นว่าพระอาทิตย์ไม่ได้อยู่ที่เดียวกันทุกวัน แต่เคลื่อนที่ไปในแต่ล่ะฤดูกาล

Analema เหนือประเทศอังกฤษ ดูคำอธิบายเพิ่มเติมได้ที่ Analemma

วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552

ใครๆก็อยากไป ISS : ESA จะเริ่มออกแบบ ATV ไป ISS อาจดึง ญี่ปุ่นและรัสเซียเข้ามามีเอี่ยวด้วย

Credit :http://www.spacenews.com/civil/esa-designing-docking-mechanism-for-space-station.html

ESA ได้เริ่มออกแบบ International Berting and Docking Mechanism (IBDM) ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากสัญญาความร่วมมือกับนาซ่าในเรื่องของการขนส่งอวกาศ ทั้งสองทำสัญญาร่วมกันโดยมีจุดมุ่งหมายว่าทั้งสองจะออกแบบจรวดและเครื่องมือที่ใช้ ให้มีคุณลักษณะที่ใ้ช้รวมกันได้ เพื่อที่จะลดค่าใช้จ่ายรายปีของสถานีอวกาศนานาชาติ เพราะว่าเป็นที่ลงความเห็นร่วมกันว่า สถานีอวกาศนานาชาตินั้นจะอยู่ต่อไปอย่างน้อยจนถึงปี 2020 ผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหลายก็เลยมารวมหัวกันคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะลดค่าใช้จ่ายลงได้ และนอกเหนือจากนั้น โครงการระยะยาวในอนาคตที่จะไปสู่ดวงจันทร์และดาวอังคาร ที่จะเป็นโครงการระดับนานาชาตินั้น ก็จำเป็นจะต้องใช้มาตรการเช่นนี้เหมือนกัน อุปรณ์ต่างๆที่ออกแบบขึ้นมาจึงต้องนำมาใช้ร่วมกันได้ เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของผู้ร่วมโครงการ

ATV ที่ ESA จะสร้างขึ้นนี้จะถูกส่งขึ้นไปโดย Atlas5 หรือ Delta4 หรือว่า Arain5 ของยุโรปเอง  NASA Deputy Administrator Lori Garver กล่าวว่า "เราก็ยังหวังจะพึ่งภาคธุรกิจในการให้บริการนี้(การ resupply) แต่มันก็ดีอย่างยิ่งที่เราจะมีความร่วมมือจากชาติอื่นมาช่วยเหลือด้วย" แต่ Garver ก็ยังพูดอีกว่า "NASA ยังไม่มีแผนที่จะส่ง ATV ของชาติอื่นบนจรวดของอเมริกา มันมีโอกาสอยู่บ้างหรอกนะ เพราะยังไงเขาก็เป็นผู้ร่วมงาน แต่ถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีแผนอะไรแน่นอน" 


Jean-Yves Le Gall, chief executive of Europe’s Arianespace launch consortium กล่าวว่า  ESA เสนอให้ NASA ใช้ ATV ของพวกเขาเพื่อเติมเต็มช่องว่างแบบชั่วคราว ขณะที่จรวดใหม่ของอเมริกายังอยู่ในช่วงทดสอบในช่วงปี 2010 ถึง 2015 (จรวดจากบริษัทเอกชนอเมริกา Orbital science Corp. และ Space Exploration Technology Corp) เพราะว่าได้คำนวณออกมาแล้วว่า NASAไม่สามารถส่งของได้เพียงพอกับความต้องการ จะขาดไปประมาณ 3,000-12,000 กิโลกรัมต่อปี ในช่วงเวลาดังกล่าว

วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2552

อนาคตของนาซ่า ในกำมือของโอบามา จะอยู่ใกล้โลกต่อไป หรือออกสำรวจอวกาศ

อนาคตของนาซ่า ในกำมือของโอบามา
Credit : http://www.spacenews.com/policy/white-house-handed-options-future.html

"เพิ่มงบให้นาซ่าหรือจะอยู่ภายใต่วงโคจรระดับต่ำไปอีกยุค"  คือสาระสำคัญของทางเลือกที่ประธานาธิบดีสหัฐ บารัก โอบามา จะต้องเลือกให้อนาคตของนาซ่า

นอแมน ออกัสติน (Norman Augustine) หัวหน้าฝ่ายบริหารของ บริษัท ล็อกฮีดมาติน ได้เสนอทางเลือกห้าทางเพื่อเป็นตัวเลือกให้แก่อนาคตของนาซ่า  จากทั้งหมด มีสามข้อที่จะมีภารกิจที่ออกไปสู่วงโคจรที่สูงกว่าวงโคจรระดับต่ำภายในอีก 20ปีข้างหน้า ทั้งสามข้อนี้มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มงบอย่างเป็นนัยสำคัญให้แกนาซ่าในช่วงห้าปีข้างหน้า

แม้ว่า ออกัสติน จะยื่นข้อเสนอสองข้อที่อยู่ในงบประมาณตามแผนที่โอบามาได้ตั้งไว้ก่อนหน้านี้คือ 18.6 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ แผนทั้งสองนี้จะไม่มีการนำนักบินอวกาศของนาซ่าออกไปสูงกว่าวงโคจรระดับต่ำของโลกภายในระยะเวลา20ปี

แผนแรกที่อยู่ภายในงบประมาณปัจจุบัน มีชื่อเรียกว่า "แผนงบประมาณจำกัด" นาซ่าจะทำการปลดระวางสถานีอวกาศนานาชาติ (international space staion, ISS) ในปี 2016 ทำการบินจรวด Ares1 และ พาหนะขนส่งลูกเรือโอไรออน ( Orion Crew Exploration) ในปีถัดไป และเลื่อน จรวดแรงขับสูง Ares 5 ที่มีความสำคัญต่อภารกิจสู่ดวงจันทร์ของนาซ่า สู่ระดับการพัฒนาที่ช้ากว่า ภายใต้แผนนี้ รายงานกล่าวว่า " Ares 5 จะไม่พร้อมไปจนถึงปี 2020 และที่แย่กว่านั้น มันยังไม่มีงบพอที่จะพัฒนา ส่วนลงจอดบนดวงจันทร์และระบบที่จะใช้บนดวงจันทร์ก่อนปี 2030 ถ้ามันจะมีล่ะก็นะ"

Ares1
อีกแผนนึงที่อยู่ภายใต้งบก็คือ ยกเลิกจรวด Ares1 สร้างจรวดที่มีความสามารถต่ำกว่า Ares5 และคง ISS ไว้จนถึงปี 2020  โดยพึ่งกระสวยอวกาศภาคธุรกิจที่ริเริ่มโดยนาซ่า (จ้างจรวดของชาวบ้านว่างั้น)  จรวดรุ่นใหม่  Ares5 lite จะเข้าประจำการในช่วงท้ายของปี 2020 แต่จะไม่มีอะไรจะส่งขึ้นไป

อีกสามข้อที่เหลือ จำเป็นจะต้องเพิ่มงบขึ้นไปถึง 22พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2014 ตามด้วยการเพิ่มงบขึ้นปีล่ะ 2.4เปอร์เซ็นต่อปี

AresV
ทางเลือกที่สาม คือ ขอเพิ่มงบและสร้าง Ares1 และ Orion ให้เสร็จ แม้ว่าจะช้ากว่ากำหนดปัจจุบันในปี 2015ไปสองปี และสร้าง Ares5ให้ทันที่จะส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ในกลางปี 2020 อย่างไรก็ตาม แผนนี้รวมถึงต้องปลดประจำการ ISS ในปี 2016 ห้าปีหลังจากเสร็จสิ้นการประกอบโครงการราคา แสนล้านดอลลาร์ ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 1984 และเอาเงินที่ใช้บำรุงรายปีสามพันล้านดอลลาร์นี้ไปใช้สร้างจรวดและเครื่องมือต่างๆแทน ซึ่งเป็นทางเลือกที่ไม่น่าสนใจเท่าไหร่เลย ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนโยบายอวกาศกล่าว

  "เพราะว่าโอบามาอยากจะเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านอวกาศ และการปลดประจำการ ISS เร็วเกินกำหนดนั้นทำให้เรื่องมันยากขึ้นมาก ประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมอยู่ตอนนี้จะไม่ชอบใจแน่ๆ" แผนส่วนมากให้5ข้อที่เสนอมาจึงเสนอให้เก็บ ISS ไว้จนถึงปี 2020และยกเลิก Ares1 เพื่อที่จะพึ่งพาจรวดภาคธุรกิจที่นาซ่าเป็นคนส่งเสริมการพัฒนาแทน

ทางเลือกที่สี่มุ่งความสนใจไปที่ดวงจันทร์ โดยเก็บกระสวยอวกาศไว้จนถึงปี 2015 และสร้าง จรวดแรงยกสูงจากชิ้นส่วนของกระสวยอวกาศ ชื่อว่า Ares5 lite ซึ่งมีความสามารถต่ำกว่า Ares5ที่ตั้งไว้ตอนแรก แผน "Moon first" นี้จะปลดประจำการกระสวยอวกาศในปี 2011

ทางเลือกที่ห้า คือหากนาซ่าเลิกมุ่งไปที่ดวงจันทร์และมองไปที่ ดาวหางใกล้โลก จุดสมดุลย์ลากราง หรือการบินสำรวจดาวอังคาร แทน แผนนี่มีชื่อว่า "Flexible path" ซึ่งจะสร้าง Ares5 lite และเพิ่มงบ จรวด Atlas 5 และ Delta4 ที่พัฒนาโดย กองทัพอากาศสหรัฐ แทน

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าววงในของโอบามากล่าวว่า โอบามาชอบแนวคิดที่จะจ้างคนภายนอกมาดูแลระบบในระดับวงโคจรต่ำ แม้ว่ามันจะมีความเสี่ยงอยู่บ้างก็ตาม ขณะนี้เรากำลังพิจารณาอยู่ว่าความเสี่ยงนั้นยอมรับได้หรือไม่

ดูเหมือนว่าธุรกิจเกี่ยวกับอวกาศ จะออกแนวความร่วมมือระหว่างนานาชาติมากขึ้น เอกชนก็มีโอกาศมากขึ้น การท่องเที่ยวอวกาศก็ดูดีมีความหวัง ยักษ์ใหญ่ต้องลดอีโก้แล้วลงมาขอความร่วมมือกับชาวบ้านซะแล้ว คนเหยีบดวงจันท์คนต่อไป อาจจะไม่ได้พูดภาษาอังกฤษก็ได้!

นิบิรุและวันสิ้นโลกปปี 2012 : ข้อชี้แจง และอธิบาย

นิบิรุ และวันสิ้นโลก 2012 : คำถามและคำตอบ

ลิงค์ต้นฉบับ Ask an astrobiologist แปลโดย ธาวันอุทัยเจริญพงษ์
ผมได้เห็นผู้คนในอินเตอร์เน็ตมากมายถามเกี่ยวกับวันสิ้นโลกปี 2012 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้า planet X ก็เลยไปหาข้อมูลดู ปรากฏว่าเจอเว็บนี้ซึ่งอธิบายดีมากเกี่ยวกับทฤษฏีวันสิ้นโลกต่างๆ ในเว็บเค้ามี 20ข้อ แต่มีเพียง 9ข้อแรกเท่านั้นที่เก็บกับ PlanetX หรือนิบิรุที่เป็นหัวข้อ เลยแปลมาเท่านั้นน่ะครับ เรื่องอื่นๆเกี่ยวกับวันสิ้นโลกนั้นผมได้แปลไว้ก่อนหน้านี้แล้ว


เรื่องราวเกี่ยวกับดาวเคราะห์นิบิรุที่อุปโลกษ์ขึ้นมาและคำทำนายเกี่ยวกับวันสิ้นโลก ในปี 2012 ผุดขึ้นมาเป็นจำนวนมากบนอินเตอร์เน็ต ขณะนี้( มิถุนายน 2009) มีหนังสือ 175เล่มในเว็บไซท์  Amazon.com ที่เกี่ยวข้องกับ วันสิ้นโลก 2012
ขณะที่เรื่องหลอกลวงนี้แพร่กระจายออกไป มีฉากความหายนะอีกหลากหลายแบบ ก็ผุดขึ้นมาด้วย "ถามนักโหราศาสตร์-ชีววิทยา(Ask an Astrobiology)" (เป็นเว็บที่บทความนี้ไปคัดลอก และแปลมา)  ได้รับคำถามเกือบๆพันคำถามกี่ยวกับ นิบิรุ และ 2012 ด้วยมากกว่า 200 คำตอบได้เผยแพร่ มีคำถามใหม่ๆที่คลายคลึงกับที่ได้ตอบไปแล้ว ต่อไปนี้เป็นคำถามที่เป็นที่นิยมมากที่สุด 20 คำถาม เรียบเรียงตามลำดับเหตุผล.
เพิ่มเติมจากความคิดเห็นของผม มีแหล่งข้อมูลที่มีประโยชน์อีกมาก
- Neil de Grassse Tyson ได้โพสคลิปวิดีโอดีๆ เกี่ยวกับ นิบิรุ 2012 ( http://fora.tv/2009/02/04/Neil_deGrasse_Tyson_Pluto_Files#Neil_deGrasse_Tyson_World_Will_Not_End_in_http://fora.tv/2009/02/04/Neil_deGrasse_Tyson_Pluto_Files#Neil_deGrasse_Tyson_World_Will_Not_End_in_2012)
- วิกิพีเดียมีบทความที่เกี่ยวข้องมากมาย, เริ่มจาก Nibiru colision, Nibiru Mythology และ Nibiru Sitchin และ 2012 doomsday prediction.
- รายละเอียดการกำเนิดของ ดาวเคราะห์ เอ็กซ์/นิบิรุ หาได้เพิ่มเติมจากการพิจารณาโดย Phil Plait  ในเว็บไซท์ Badastronomy
เดวิด มอริสัน
นักวิทยาศาสตร์ อาวุโส NAI ( NAI Senoir Scientist)
1 มิถุนายน 2009
1.) อะไรคือจุดเริ่มต้นของคำทำนายว่าโลกจะสิ้นสุดในเดือนธันวาคม 2012?

   เรื่องราวเริ่มขึ้นจากการกล่าวอ้างว่า นิบิรุ ดาวเคราะท์ที่เชื่อกันทั่วไปว่าค้นผบโดยชาวสุเมเรี่ยน กำลังพุ่งมายังโลก Zecharia Sitchin ผู้ที่เขียนนิยายเกี่ยวกับอารยธรรมของชาวเมโสโปเตเมียในยุคโบราณ แห่ง ซูเมอ  ได้อ้างในหนังสือหลายเล่ม(ตัวอย่างเช่น The Twelfth Planet, published in 1976) ว่า เขาได้พบและแปลเอกสารของชาวสุเมเรี่ยน ที่ได้ชี้ให้เห็นถึงดาวเคราะห์นิบิรุ โคจรรอบดวงอาทิตย์ทุกๆ 3600ปี
   นิทานชาดกของชาวสุเมเรียนได้รวมถึงเรื่องราวของ นักบินอวกาศยุคโบราณ มาเยือนโลกจากอารยธรรมของมนุษต่างดาวที่เรียกว่า อนันนากิ (Anunnaki) จากนั้น Nancy Lieder ผู้ที่กล่าวอ้างตัวเองว่าเป็นผู้มีพลังจิต และได้มีการติดต่อกับเอเลี่ยน เขียนลงบนเว็บไซท์ของเธอZetatalk ว่า เอเลี่ยนที่อาศัยอยู่บนดาวเคราะห์ที่อุปโลกน์ขึ้น แถวๆดาว Zeta Reticuli ได้เตือนเธอว่าโลกจะมีอันตรายจากดาวเคราะห์เอ็กซ์ หรือ นิบิรุ  ความหายนะนี้เดิมได้ทำนายว่าจะเกิดขึ้นเมื่อ พฤษภาคม 2003 และเมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้น วันสิ้นโลกได้เลื่อนไปเป็นเดือนธันวาคม 2012
เมื่อไม่นานมานี้เท่านั้นที่เรื่องที่แต่งขึ้นทั้งสองเรื่องนี้เชื่อมโยงถึงปฏิทินที่มีมายาวนานของชาวมายันได้สิ้นสุดลงที่วันที่ดวงอาทิตย์อยู่ไกลจากโลกมากที่สุดของปี 2012  ดังนี้เองวันสิ้นโลกจึงถูกทำนายว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 21 ธันวาคม 2012
2. อารยธรรมของชาวสุเมเรี่ยนเป็นอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ครั้งแรก และพวกเขาได้ทำนายปรากฏการดาราศาสตร์อย่างแม่นยำหลายครั้ง รวมถึงการมีอยู่ของดาวมฤตยู( Uranus) ดาวเกตุ( Neptune) และดาวพลูโต(Pluto) ดังนั้นทำไมเราถึงไม่เชื่อคำทำนายของพวกเขาเกี่ยวกับนิบิรุ?

   นิบิรุ เป็นชื่อที่นักดาราศาสตร์ชาวบาบิโลเนี่ยน ใช้เกี่ยวโยงถึงพระเจ้ามาดัก( God Marduk)เป็นบางครั้ง นิบิรุปรากฏเป็นพระรองในกลอนประดิษฐ์( Creation poem) Enuma Elish ที่บันทึกไว้ในห้องสมุดแห่ง Assurbanipal กษัตร์แห่งอัซซีเรีย ( 668-627 BCE) หากแต่ซูเมอร์(ชาวสุเมเรี่ยน)ได้มีการขยายอำนาจเร็วกว่านั้นมาก ประมาณ 23-17 BCE
คำกล่าวอ้างที่ว่านิบิรุนั้นเป็นดาวเคราะห์และได้ค้นพบโดยชาวสุเมเรี่ยนนั้นได้รับการโต้แย้งจากผู้ที่ศึกษาและแปลบันทึกที่เขียนไว้แห่ง เมโสโปเตเมียโบราณ (ไม่เหมือนกับนักพลังจิต Zecharia Sitchin) ซูเมอร์นั้เป็นอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่จริง มีความพัฒนาอย่างมากในเรื่องของการเกษตร การจัดการน้ำ การใช้ชีวิต และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเขียน อย่างไรก็ตาม พวกเขามีการบันทึกที่เกี่ยวกับดาศาสตร์ไว้น้อยมาก แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้รู้เกี่ยวกับการมีอยู่ของ Uranus, Neptune และ Pluto  พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งนั่นเป็นความรู้ที่มีขึ้นในกรีกโบราณสองทศวรรษถัดมา  หลังจากการล่มสลายของอารยธรรมซูเมอร์   การกล่าวอ้างว่าชาวสุเมเรี่ยนมีความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับดาราศาสตร์ หรือว่าพวกเขามีพระเจ้าที่ชื่อว่านิบิรุนั้น ล้วนแต่เป็นผลพวงจากจินตาการของ นักพลังจิต Zecharia Sitchin.
3.) คุณจะปฏิเสธการมีอยู่ของนิบิรุได้อย่างไรในเมื่อมันถูกค้นพบในปี 1983 และเรื่องราวของมันได้ถูกตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ชั้นแนวหน้า? ในเวลานั้นมันถูกเรียกว่า ดาวเคราะห์เอ็กซ์ และหลังจากนั้นมันได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น เซนะ( Xena) หรือ เอริส( Eris)

   IRAS ( กล้องโทรทัศน์อินฟราเรดในอวกาศของนาซ่า ที่สำรวจท้องฟ้าเป็นเวลาสิบเดือนในปี 1983) ได้ค้นพบแหล่งอินฟราเรดมากมาย แต่ทั้งหมดนั้นไม่ใช่ นิบิรุ หรือดาวเคราะห์เอ็กซ์ หรือวัตถุใดๆก็ตามในระบบสุริยะส่วนนอก มีการวิจารณ์ดีๆเกี่ยวกับเรื่องนี้จาก Caltech  สามารถอ่านได้ที่  (spider.ipac.caltech.edu/staff/tchester/iras/no_tenth_planet_yet.html) โดยย่อ IRAS ได้บันทึกแหล่งอินฟราเรด 350,000 รายการ และโดยเริ่มต้นแล้วส่วนมากเป็นสิ่งที่ไม่เคยถูกระบุตัวตนมาก่อน (unidentified) (แน่นอน มันเป็นจุดประสงค์แต่เริ่มต้นอยู่แล้ว ในการทำการสำรวจครั้งนี้) การสำรจทั้งหมดนี้ได้รับการตรวจสอบซ้ำโดยอุปกรณ์ที่มีพลังมากกว่า ทั้งจากพื้นและอวกาศ  ข่าวลือเกี่ยวกับ" ดาวเคราะห์ดวงที่สิบ" ประทุขึ้นในปี 1984 หลังจาก เอกสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ตีพิมพ์ในวารสารฟิสิกส์ดาราศาสตร์ มีหัวข้อว่า "แหล่งกำเนิดที่ไม่ได้รับการระบุ จากการสำรวจย่อยของ IRAS"(“Unidentified point sources in the IRAS minisurvey”)  ซึ่งกล่าวถึงแหล่งกำเนิดอินฟราเรดหลายแหล่งที่"ไม่เคยพบเห็นมาก่อน" แต่ "วัตถุลึกลับ"เหล่านี้ปรากฏว่าเป็น กาแลกซี่ที่อยู่ไกลโพ้นนั้นเอง จากที่มีการตีพิมพ์ในปี 1987 แหล่งอินฟราเรดที่ได้ค้นพบโดยIRAS นั้นไม่เคยถูกพบว่าเป็นดาวเคราะห์แต่อย่างใด บทวิจารณ์ดีๆเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้สามารถหาได้ที่เว็บไซต์ของ Phil Plait (www.badastronomy.com/bad/misc/planetx/science.html#iras) 

ข้อสรุปนั้นก็คือ นิบิรุเป็นเพียงเรื่องแต่งขึ้น โดยไม่อยู่บนหลักความจริง สำหรับนักดาราศาสตร์ การโต้แย้งอย่างดึงดันเกี่ยวกับดาวเคราะห์ที่อยู่"ใกล้ๆ"แต่ "มองไม่เห็น"นั้น เป็นเพียงเรื่องงี่เง่าๆเท่านั้น
4.) หรือว่าเราควรถามถึงดาวเคราะห์เอ็กซ์หรือเอริส ไม่ใช่นิบิรุ และทำไมต้องเก็บวงโคจรของเอริสไว้เป็นความลับด้วย?

   "ดาวเคราะห์เอ็กซ์" นั้นเป็นถ้อยคำที่ขัดกนเมื่อถูกใช้กับวัตถุมีจริง  คำนี้ถูกใช้โดยนักดาราศาสตร์มาเป็นทศววรรษแล้ว สำหรับสิ่งที่คาดว่าหรืออาจเป็นไปได้ว่าอาจะเป็นวัตถุ  เมื่อวัตถุนั้นได้มีการค้นพบแล้ว มันจะถูกตั้งชื่อที่แท้จริงให้ อย่างที่เคยเป็นกับพลูโตและเอริส ซึ่งบางครั้งก็ยังถูกเรียกว่าดาวเคราะห์เอ็กซ์อยู่ ถ้าหากวัตถุใหม่ปรากฏว่าไม่ได้เป็นวัตถุจริง หรือว่าไม่ใช่ดาวเคราะห์ คุณก็จะไม่ได้ยินเรื่องเกี่ยวกับมันอีก ถ้าหากมันเป็นจริง มันก็จะไม่ถูกเรียกว่าดาวเคราะห์เอ็กซ์
เอริสเป็นหนึ่งในดาวเคราะห์แคระหลายๆดวงในระบบสุริยะชั้นนอกที่ถูกค้นพบเร็วๆนี้โดยนักดาราศาสตร์  ทั้งหมดนั้นอยู่บนวงโคจรธรรมดาๆที่จะไม่เคยนำมันมาเข้าใกล้โลก  เช่นเดียวกับพลูโตเอริสนั้นมีขนาดเล็กกว่าพระจันทร์ของเรา และก็อยู่ไกลมากๆ และวงโคจรของมันก็ไม่เคยนำมันมาใกล้โลกมากกว่า สี่พันล้านไมล์ และมันก็ไม่มีความลับเกี่ยวกับเอริสและวงโคจรของมัน โดยคุณก็สามารถตรวจสอบได้ง่ายๆโดยใช้กูเกิล หรือวิกิพีเดีย
5. คุณจะปฏิเสธหรือว่ามีการสร้างกล้องโทรทัศน์ที่ขั้วโลกใต้เพื่อเอาไว้จับตามองนิบิรุ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วทำไมถึงจะไปสร้างกล้องโทรทัศน์ที่ขั้วโลกใต้?

   มีกล้องโทรทัศน์อยู่ที่ขั้วโลกใต้จริง แต่มันไม่ได้สร้างโดยนาซ่า และไม่ได้ถูกใช้เพื่อศึกษานิบิรุ กล้องโทรทัศน์ที่ขั้วโลกได้ได้รับการสนับสนุนโดย National Science Foundation และมันเป็นกล้องโทรทัศน์วิทยุ(Radio telescope, ใช้คลื่นวิทยุเพื่อศึกษาดาราศาสตร์) ไม่ใช่อุปกรณ์ทางแสง(optical instrument)   มันไม่สามารถถ่ายภาพได้ ไม่เชื่อก็ลองไปหาดูในวิกิพีเดียได้ ขั้วโลกใต้เป็นที่ๆดีมากสำหรับการสำรวจโดยอินฟราเรดและวิทยุคลื่นสั้น และมันยังมีข้อได้เปรียบคือสามารถตรวจสอบวัตถุใดๆได้อย่างต่อเนื่อง โดยปราศจากการรบกวนของกลางวัน-กลางคืน
   ผมยังต้องการที่จะกล่าวเพิ่มเติมว่า มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะจินตนาการว่า จะมีวัตถุใดๆที่สามารถมองเห็นได้ขั้วโลกใต้เท่านั้น ถึงแม้ว่ามันจะเคลื่อนที่เข้าขั้วโลกใต้ มันก็จะสามารถมองเห็นได้จากซีกโลกใต้ทั้งหมด
6.) มีภายถ่ายและวิดีโอมากมายเกี่ยวกับนิบิรุยนอินเตอร์เน็ต  นั้นเป็นหลักฐานไม่ใช่รึ ว่ามันมีอยู่จริง?

   ภาพถ่ายและวิดีโอส่วนมากบนอินเตอร์เน็ตล้วนแต่เป็นโครงร้างอะไรสักอย่างที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ (ซึ่งสอดคล้องกับคำกล่าวอ้างว่านิบิรุนั้นซ่อนอยู่หลังพระอาทิตย์ในหลายปีที่ผ่านมา) นี่เป็นภาพปลอมของดวงอาทิตย์ที่เกิดจากการหักเหภายในเลนส์ เป็นที่รู้จักในชื่อ Lens flare คุณสามารถตรวจสอบพวกมันได้ง่ายๆโดยข้อเท็จจริงที่ว่าภายเหล่านั้นเกิดในด้านตรงข้ามกับภาพของดวงอาทิตย์เสมอ และดูเหมือนว่ามันสะท้อนผ่านกึ่งกลางของรูป มีวิดีโออันนึงที่เห็นได้อย่างชัดเจน ที่เมื่อกล้องขยับ ภาพลวงนั้นก็เคลื่อนที่ในทิศตรงข้ามกับภาพจริงอย่างสม่ำเสมอ ปรากฏการณ์ lens flare นี้ยังเป็นแหล่งภาพของ UFO มากมายที่ถ่ายตอนกลางคืนและมีแหล่งกำเนิดแสงจ้าเช่นไฟถนนอยู่ในรูปถ่าย  ผมประหลาดใจว่าผู้คนส่วนมากไม่รับรู้ถึงปรากฏการณ์นี้  ผมยังประหลาดใจอีกเมื่อพบว่าภาพเหล่านี้ที่แสดงให้เห็นถึงอะไรซักอย่างที่ใหญและสว่างพอๆกับพระอาทิตย์นั้ เป็นที่ยอมรับร่วมกับการกล่าวอ้างจากแหล่งข้อมูลเดียวกันว่านิบิรุนั้นมืดเกินไปที่จะถ่ายรูปเว้นแต่ว่าจะใช่กล้องโทรทัศน์ใหญ่ๆ
   รูปถ่ายที่มีการพูดถึงมากที่สุดรูปหนึ่ง (www.greatdreams.com/nibiru-possible.jpg) แสดงให้เห็นรูปของกลุ่มแก็ซที่กำลังขยายตัวไกลออกไปจากระบบสุริยะ ที่ไม่เคลื่อนไหว คุณสามารถสังเกตุได้ว่าที่จริงแล้วดาวนั้นเป็นดาวดวงเดียวกันในรูปทั้งสอง  ผู้อานตาคคมคนหนึ่งจากเว็บไซท์นั้นระบุว่ารูปนี้เป็นรูปถ่ายจากกลุ่มแก็ซรอบดาว V838 Mon วิกิพี่เดียมีบทความดีๆและภาพสวยๆของดาวดวงนี้จากฮับเบิ้ลเด็กม.ปลายคนนึงประทับใจมากกับรูปจุดสีแดงที่โพสในเว็บนั้น ที่อ้างว่าเป็นรูปของนิบิรุ จากนั้นเขาทดลองใน โปรแกรมโฟโต้ชอป เกี่ยวกับว่าจะสร้างรูปแบบเดียวกันนั้นได้อย่างไร เริ่มต้นจากไม่มีอะไรเลย
วิดีโออันหนึ่งที่โพสในปี2008ในยูทูป (www.youtube.com/watch?v=qDKtkWIx00www.youtube.com/watch?v=qDKtkWIx00A) 

  เป็นชายคนหนึ่งซึ่งอ้างว่าวัตถุที่ถูกตรวจพบโดยภาพถ่ายเอ็กซ์เรย์จากนาซ่า คือนิบิรุ หลักฐานของเขานะหรือ? เพราะว่าภาพถ่ายสีหลอก(กำหนดสีขึ้นเองจากข้อมูลที่ถ่ายได้มาเพราะจริงๆแล้วเราไม่สามารถเห็นรังสีเอ็กซ์ได้ ภาพที่ได้จึงเรียกว่าภาพถ่ายสีหลอก, False-color image-ผู้แปล) ที่ปล่อยออกมาโดยนาซ่าเป็นสีฟ้า แสดงว่านั้นเป็นดวาเคราะห์ใกล้โลกที่มีมหาสมุทรอยู่แน่ๆ นี่มันน่าตลกสิ้นดี ถ้าหากว่ามันไม่ได้ใช่เพื่อทำให้ชาวบ้านตื่นกลัว
7.คุณสามารถอธิบายได้หรือไม่ว่า เป็นข้อเท็จจริงที่พื้นที่ ที่ (5h 53m 27s, -6 10’ 58”)  นั้นโดนถมดำใน google sky และ microsoft Telescope? คนทั่วไปกล่าวว่าพื้นที่นี้โดนถมดำเพราะว่านั่นเป็นพิกัดของตำแหน่งดาวนิบิรุในขณะนี้

   ผู้คนจำนวนมากถามผมเกี่ยวกับสี่เหลี่ยมสีดำที่โอไรออน(กลุ่มดาวโอไรออน-ผู้แปล) ใน google sky ซึ่งเป็นการแสดงภาพถ่ายจากการสำรวจของ Sloan Digital นี่ไม่สามารถเป็นที่หลบซ่อนของนิบิรุได้ เพราะว่ามันเป็นส่วนของท้องฟ้าที่สามารถมองเห็นได้จากเกือบทุกส่วนของโลก ในฤดูหนาวของปี 2007-2008 ซึ่งเป็นเวลาที่เรื่องราวของนิบิรุเริ่มต้นขึ้น มันยังขัดแย้งกับคำอ้างว่านิบิรุนั้นซ่อนอยู่ข้างหลังพระอาทิตย์ หรือว่ามันสามารถมองเห็นได้จากซีกโลกใต้เท่านั้น
แต่ ผมเองก็สงสัยเกี่ยวกับสีเหลี่ยมสีดำนี้ ผมเลยไปถามเพื่อนที่เป็นนักวิทยาศาสตร์อาวุโสที่กูเกิ้ล เขาตอบว่า “มันเป็นข้อมูลที่หายไประหว่างการประมวลเพื่อนำภาพมาต่อด้วยกัน” และทีมของเขารับรองว่าการอัพเดตครั้งต่อไปมันจะถูกแก้ไขแน่!”
8.ถ้าหากรัฐบาลรู้เรื่องเกี่ยวกับนิบิรุแล้ว พวกเขาจะไม่เก็บมันเอาไว้เป็นความลับเหรอ ? เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความตื่นตระหนก เป็นหน้าที่ของรัฐบาลไม่ใช่เหรอที่ต้องดูแลประชาชนให้อยู่ในความสงบ

   รัฐบาลมีหน้าที่หลายๆอย่าง แต่หน้าที่เหล่านั้นไม่ได้รวมไปถึงการทำให้ประชาชนอยู่ในความสงบ ไม่ตื่นตกใจ จากประสบการณ์ของผม รัฐบาลทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ อย่างเช่นการกล่าวถึงคำขู่ลวงของนักก่อการร้าย หรือว่าเกี่ยวกับอุบัติเหตุในการขับรถในช่วงวันหยุดยาว ที่ไม่ได้มีอันตรายไปกว่าช่วงเวลาปกติเลยด้วยซ้ำ
   นอกเหนือจากนั้น นักสังคมศาสตร์ยังชี้ให้เห็นว่า แนวคิดเกี่ยวกับการตื่นตระหนกของประชาชนนั้น มาจากฮอลิวู้ดซะส่วนมาก ในชณะที่ในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว ผู้คนมีประวัติที่ดีในการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันเมื่อตกทุกข์ได้ยาก ผมคิดว่าทุกคนก็ตระหนักว่าการเก็บงำข่าวร้ายไว้นั้นเป็นเรื่องที่ไม่ดีเอาซะเลย เพราะมันจะแย่ลงอีกเมื่อความลับนั้นถูกเปิดเผย และในกรณีของนิบิรุ ความจริงจะปรากฏในเวลาไม่นานนี้แล้ว
   ถึงแม้ว่ารัฐบาลอยากจะปิดข่าวนิบิรุเป็นความลับ ถ้ามันเป็นเรื่องจริงล่ะก็นะ มันจะถูกสำรวจจากนักดาราศาสตร์เป็นพันคน ทั้งมือสมัครเล่นและมืออาชีพ นักดาราศาสตร์เหล่านี้อยู่ทั่วโลก และเขาเหล่านี้ไม่สามารถเก็บความลับได้แม้จะถูกสั่งห้ามก็ตาม คุณไม่สามารถซ่อนดาวเคราะห์ที่กำลังวิ่งเข้าสู่ระบบสุริยะชั้นในได้หรอกนะ!
9. ทำไมปฏิทินมายันถึงกล่าวว่าโลกจะสิ้นในปี 2012? ฉันได้ยินมาว่าพวกเขามีคำทำนายเกี่ยวกับดวงดาวที่แม่นมากนะ  เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรารู้ดีกว่าพวกเขา?

   ปฏิทินมีไว้เพื่อ ติดตามห้วงของเวลา ไม่ใช่เพื่อทำนายอนาคต นักดาราศาตร์มายันนั้นฉลาด และพวกเขาได้พัฒนาปฏิทินที่ซับซ้อน ปฏิทินโบราณเป็นสิ่งน่าสนใจสำหรับนักโบราณคดี แต่มันไม่สามารถเทียบได้เลยกับความสามารถของเราในทุกวันนี้  ในการรับรู้เวลา หรือความแม่นยำของปฏิทินที่เราใช้   ใจความก็คือ  ไม่ว่าจะปัจจุบันหรืออดีตก็ตาม ปฏิทินไม่สามารถทำนายอนาคตของดาวของเราได้หรือเตือนถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปีที่เฉพาะเจาะจงอย่างเช่นปี 2012
ผมสังเกจุว่า ปฏิทินบนโต้ะของผม สิ้นสุดลงเร็วกว่านั้นมาก คือวันที่ 31 ธันวาคม 2009 แต่ผมก็ไม่ได้ตีความว่านี่เป็นคำทำนายถึงวันสิ้นโลก มันเป็นเพียงเวลาเริ่มต้นของปีใหม่เท่านั้นเอง