วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ดาวเคราะห์ คืออะไรหว่า?



คือตอนปี ค.ศ.1930 เนี่ยมันก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอกนะ เวลาค้นพบดาวอะไรที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ เรียกเลยว่ามันเป็นดาวเคราะห์ เพราะมันมีไม่มากไง เทคโนลียีมันยังไม่สูงเท่าตอนนี้ แค่มองเห็นดาวพลูโตเนี่ยก็เต็มกลืนแล้ว ขนาดมันเล็กแค่ไหนรู้ป่ะ มันเหมือนกะอยู๋หน้าแยกราชประสงค์แล้วมองหาเม็ดเลือดแดงที่อยู่หน้าสยามดิสค์อ่ะ (ประมาณ 1 กิโลเมตร) ด้วยเทคโนโลยีสมัยปี 1930 นะเว้ย! เป็นพ.ศ.ก็ 2473 อ่ะ ประเทศไทยพึ่งมีสถานีวิทยุเองนะ(ที่พระราชวังพญาไท) พลูโตก็เลยเป็น”ดาวเคราะห์” ดวงที่ 9 ของระบบสุริยะไป ในตอนนั้น พอมาปี 1992 นี่ชีวิตเริ่มลำบากล่ะ เราดันไปเจอว่าเจ้าดาวพลูโตเนี่ย มันอยู่ในแถบไคเปอร์ ซึ่งมีหินและน้ำแข็งก้อนเล็กก้อนน้อยกระจายอยู่เยอะมาก ก็เลยเริ่มมีไอเดียว่า เฮ้ย เจ้าดาวพลูโตเนี่ย มันเป็นแค่วัตถุในแถบไคเปอร์นี่ด้วยป่าวว่ะ แค่มันใหญ่กว่าชาวบ้านแค่นั้นเอง แต่ก็ยังไม่มีใครทำอะไร พอปี 2005 เท่านั้นละครับ! ผมนี้อึ้งเลย! เจอดาวใหม่ครับ เอริส ซึ่งใหญ่กว่าดาวพลูโตซะอีกในขณะที่อยู่ในแถบเดียวกัน ทีนี้สับสนเลยครับ ว่าเอริสเนี่ย “มันเป็นดาวมั้ย” ในปี 2006 ก็เลยมีการเรียกประชุมนักดาราศาสตร์ทั่วโลกเลยครับ เพื่อมาคุยกันว่าตกลง”ดาวเคราะห์” เนี่ย คืออะไรกันว่ะ? (เหมือนกับเชฟทำอาหาร ถามว่า “น้ำตาล” คืออะไรกันว่ะ ทำนองนั้นเลย)  ปีนั้นเค้าเลยตั้งกฏขึ้นมาสามข้อ ถ้าอยากเป็นดาวเคราะห์ที่ดี ต้องมีคุณสมบัติครบทั้งสามข้อนี้
  1. โคจรรอบพระอาทิตย์
  2.  ต้องมีมวลพอที่จะทำให้ตัวเองมีทรงกลม
  3.  ต้องมีพื้นที่วงโคจรเป็นของตัวเอง ไม่มีใครมาซ็อนทับวงโคจร


เจ้าพลูโตมันไม่ผ่านข้อที่สามเนี่ยแหละ เพราะมันมีน้ำหนักน้อย มีดาวเล็กๆอื่นๆมาซ้อนทับวงโคจรมันเยอะ คือถ้าเป็นดาวที่มีขนาดพอสมควรเนี่ย ก้อนเล็กก้อนน้อยที่อยู่ในวงโคจรของดาวนั้นจะโดนดูดเข้าหาดวงเคราะห์นั้นแล้วเป็นส่วนเดียวกันไปเลย หรือไม่ก็โดนเหวี่ยงออกไปไกลๆเลย แต่สำหรับพลูโตมันไม่ใช่ มันมีแรงดึงดูดไม่พอที่จะทำแบบนั้น งานนี้พลูโตเลยแห้วไป อดเป็นดาวเคราะห์ แต่มันอุตสาห์มีคุณสมบัติตั้งสองข้อไง เค้ากลัวมันเสียใจ ก็เลยตั้งตำแหน่งใหม่ให้เป็น ดาวเคราะห์ดวงน้อยๆ หรือดาวเคาะแคะ เอ้ย! ดาวเคราะห์แคระ นั่นเอง แต่ก็มีคนเถียงเยอะนะ สำหรับการจำแนกดาวเคราะห์โดยเงื่อนไขสามข้อนี้ เพราะไม่งั้น ดวงจันทร์ของเรา ก็เป็นดาวเคราะห์ไปด้วยดิ จริงม่ะ (เออจริง)  ซึ่งตัวตั้งตัวตีของการไม่เห็นด้วยในครั้งนี้ก็คือ หัวหน้าโครงการ new horizon ซึ่งเป็นภารกิจสำรวจดาวพลูโต ซึ่งตอนนี้กำลังเดินทางใกล้ถึงจุดหมายเข้าไปทุกทีแล้ว (14 July 2015)


วันพุธที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2557

เป็นมาแต่ใด เป็นใครกันหนอ จับพัดจับพลูมาเป็นวิศวกรดาวเทียม

โดนท่านแม่บังคับแกมขู่เข็ญ ให้เค้นสมองเขียนออกมาว่า ตัวผมไปจับผัดจับพลู ไปทำอีท่าไหนเข้า ถึงได้มาเป็นวิศวกรทำงานเกี่ยวกับอวกาศ สร้างดาวเทียม แบบที่ชาวบ้านเค้าไม่ค่อยจะมาทำกัน ผมว่าตัวแม่เองแกก็คงจะงงๆ เพราะผมเองก็ย้ายไปประเทศนู้นที ประเทศนี้ที แม่ถามว่าทำอะไรก็อธิบายไป แต่แม่ก็คงไม่ค่อยจะเข้าใจหรอกนะ ทั้งวาดรูปทำสไลด์โชว์ แต่แกก็ยังดูมึนๆอยู่ดี  มาดูกันดีกว่าว่าชีวิตผมมันเป็นมายังไงบ้าง

เรื่องเกิดเมื่อปี 2007
ผม : แม่ ขอตังค์หน่อยจะซื้อตั๋วเครื่องบินไปเยอรมัน
แม่ : ไปทำไม ทำอะไรประเทศเยอรมัน
ผม : ไปเรียนแม่ ได้ทุนไปเรียน
แม่ : อ่อเหรอ สมัครไปตั้งแต่เมื่อไหร เรียนอะไรล่ะลูก
ผม : ไปเรียนทำดาวเทียมน่ะแม่
แม่ + พ่อ : ห่ะ เรียนอะไรของเอ็งนะ ดาวเทียมอะไร จบมาจะมีงานทำมั้ยนั่น แล้วไปเมื่อไหร่
ผม : ไม่รู้ดิพ่อ อยากไปลองเรียนดูได้ทุนเรียนด้วยไม่เสียหายอะไร อีกสามเดือนต้องเดินทางแล้ว

ปี 2007-2008 พึ่งเรียนป.ตรีจบใหม่ๆ ก็หาสมัครงานไปเรื่อย จนไปพบกับโฆษณาทุนเล่าเรียนฟรีที่ยุโรป โลโก้เป็นหุ่นยนต์สำรวจดาวอังคารที่นาซ่าส่งไปเมื่อปี 2004 น่าเย้ายวนใจยิงนัก สำหรับวิศวกรจบใหม่ไฟแรง ที่มีประสบการณ์แข่งหุ่นยนต์ระดับประเทศและระดับโลกมา ถึงแม้จะช่วยเค้าแค่นิดหน่อยๆก็เถอะ แต่เจ้าหุ่นยนต์ดีกรีนาซ่าตัวนี้ ถือเป็นหุ่นยนต์ขั้นเทพ ที่ใครๆที่ชื่นชอบหุ่นยนต์ย่อมรู้จักดี ว่าแล้วก็คลิกตามที่เค้าเขียนไปเรื่อย เอกสารทุกอย่างก็มีครบ อยู่ในมือเพราะกำลังหว่านแหสมัครงานอยู่

เงียบไปครึ่งปี งานที่พึ่งเริ่มทำได้สามเดือนก็กำลังจะส่งไปฝรั่งเศสเพราะเรียนรู้ระบบ มีคืนนึงจดหมายส่งมา ว่าได้ทุน ความสนุกก็บังเกิด

เดินทางไปเรียนที่ประเทศเยอรมัน ภาษาเยอรมันก็ไม่รู้ซักตัว ภาษาอังกฤษที่เคยใช้ก็ตอนไป work and travel ตอนเรียนปีสอง งูๆปลาๆ สั่งอาหารกินได้ เรียนที่เยอรมัน 6 เดือน เรียนไปกระอั่กเลือดไป ไม่มีเวลาคิดถึงบ้าน วันธรรมดาคือเรียน เสาร์ อาทิตย์ทำการบ้าน เรียนในห้องไม่รู้เรื่องก็ต้องอ่านเอง วิชาที่ไม่เคยเรียน ในภาษาที่ไม่คุ้นเคย และบ้านเมืองที่แปลกตา จบ 6 เดือนก็ย้ายประเทศ ไปที่สวีเดน เมืองคิรูน่า เหนือสุดประเทศสวีเดน เฉียดเส้น Arctic circle หนาวจับใจ หิมะขาวโพลน อุณหภูมิ -20องศา ไปเรียนวิทยาศาสตร์ว่าด้วยสิ่งต่างๆในอวกาศ เรียนรู้ธรรมชาติของอวกาศและมันมีผลกระทบอะไรกับดาวเทียมและโลกได้บ้าง เห็นแสงเหนือ นอนโรงแรมน้ำแข็ง กินเนื้อกวางเรนเดียร์ แล้ว 4 เดือนในแดนน้ำแข็งก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพื่อนร่วมชะตากรรม 30 คนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน กลายเป็นเหมือนคนในครอบครัว กินด้วยกัน เที่ยวด้วยกัน ลอกการบ้านกัน แต่ก็ถึงเวลาต้องจากลา ปีสุดท้ายของหลักสูตรต้องแยกไปตามมหาวิทยาลัย 6 แห่งทั่วยุโรป ตามแต่สาขาที่คิดอยากจะเรียน

เรียนอะไรดีหน่อ ใจก็คิด ชอบอวกาศ ชอบดาวเทียม แต่เอาไปหากินที่บ้านเกิดเมืองไทยไม่ได้แน่ๆ เอาสาขาระบบอัติโนมัติแล้วกัน คล้ายที่เรียนมา งานในไทยก็คงพอจะมี ปักหมุดลงไป ป้ายต่อไปประเทศฟินแลนด์

เข้าเรียนปุ้ปใจชื้น หุ่นยนต์อัติโนมัติเป็นวิชาเลือก คว้าเกรด A มาอย่างง่ายดายทีสิสจบก็ยังไม่วาย ศึกษาหาทางเพิ่มความสมดุลย์ของหุ่นยนต์ในการเดินทางในที่ลาดชัน เผื่ออนาคตจะได้ทำหุ่นยนต์ไปดาวอังคารกับเขาบ้าง

เรียนจบ สมัครงานที่แรกคือนาซ่า ทำได้ทุกอย่างที่เค้าอยากจะให้ทำ ไม่มีอย่างเดียวคือไม่ใช่คนอเมริกัน ไม่เป็นไร องค์การอวกาศยุโรปก็ไม่ใช่ย่อย เราได้ทุนเขามาเค้าน่าจะอยากให้เราทำงานคืนทุน ทำได้ทุกอย่างที่เค้าอยากจะให้ทำเหมือนกัน แต่ก็ไม่ใช่คนยุโรปเช่นกัน ญี่ปุ่น เกาหลี จีน อินเดีย เราไม่ใช่พลเมืองเขา เก่งดีเด่แค่ไหนก็รับไม่ได้ ไม่ใช่ไม่อยาก แต่เพราะมันเป็นความมั่นคงของประเทศเค้า จรวดยิงไปอวกาศคือขีปนาวุธข้ามทวีป มันคือทหาร มันคือความมั่นคง

หางานที่ไทย หวยออกที่ Seagate บริษัทผลิต Haddisk drive ยักษ์ใหญ่ของเมืองไทย ไปช่วยเค้าทำระบบอัติโนมัติอย่างที่เรียนมา ช่วยเค้าเข็นเครื่องจักรผลิตออกมาได้หนึ่งระบบ ครบสองปีหมาดๆ เพื่อนที่เรียนมาด้วยกันที่ฟินแลนด์ ได้งานอยู่ที่มหาลัยในสิงค์โปร์ มาแอบกระซิบ เฮ้ยๆ เค้าพึ่งตั้งโปรแกรมส่งดาวเทียมขนาดเล็กที่นี้ สนใจมั้ย เดี้ยวแนะนำให้เลย กำลังหาคนออกแบบดาวเทียม กับระบบควบคุมอุณหภูมิ ทำไม่เป็นไม่เป็นไร มาเรียนกันที่นี่

ไม่รอช้า แพ้คกระเป๋าไปเมืองลอดช่อง ขุดของเก่าที่เรียนมา ได้เอามาใช้หากินจริงๆก็คราวนี้ ที่เรียนไปกระอั่กเลือดไปทั้งหมด ได้เอามาใช้ พร้อมเรียนรู้เพิ่ม งานไม่ใช่แค่นั่งออกแบบหน้าคอมพิวเตอร์แล้วจบ ยังต้องคำนวณ ประกอบ ทดสอบ ดาวเทียมดวงเดียว ผลิตสามดวง เผื่อพัง เผื่อเหลือ เผือขาด


รูปบนแท่นประกอบ ด้านเซลพลังงานแสงอาทิตย์



ด้านหน้าของดาวเทียม จะเห็นเสสสัญญาณ GPS สี่เหลี่ยม และสลักที่จะเริ่มการทำงานของดาวเทียม เมื่อดึงออก

ดาวเทียมขนาดเล็ก จุดประสงค์หลักคือเป็นดาวเทียมเพื่อการวิจัย เพื่อสอนในเด็กระดับมหาวิทยาลัยได้เรียนรู้ขั้นตอนการออกแบบสร้างและทดลองจริง ที่ว่าขนาดเล็ก เพราะมีขนาด 10 ลูกบาศก์เซนติเมตร หนักประมาณ 1 กิโลกรัมแค่นั้นเอง มีชื่อเรียกเป็นทางการว่า Cubesat มหาลัยชั้นนำในต่างประเทศล้วนมีโปรแกรมนี้ทั้งนั้น ปีหนึ่งปล่อยกันเป็นร้อยดวงก็น่าจะได้ เพราะว่า Cubesat ทุกดวงมีขนาดเท่ากันเป็นมาตรฐาน เวลาส่งก็ส่งพร้อมกันได้หลายดวง โดยติดไปกับดาวเทียมดวงใหญ่ๆ ที่ซื้อพื้นที่จรวดไปแล้วมีที่เหลือ พอจะติดไปด้วยได้ ก็แชร์ค่าส่งกันไปนิดๆหน่อย ค่าส่งก็ถูกลง วิน-วินทั้งคู่ มหาลัยก็ใช้ดาวเทียมขนาดเล็กบบนี้เป็นที่เอาไว้ทดลองเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ไม่มีใครกล้าลองกับดาวเทียมขนาดใหญ่ที่มีราคามหาศาล เวลาที่ใช้ก็ประมาณ 1-2 ปีเท่านั้น เทียบกับปกติ 5-10 ปี
ทดสอบการสื่อสาร จากตึกที่สูงที่สุดในสิงค์โปร์ ไปยังสถานีของมหาลัย
สองปีผ่านไปดาวเทียมขนาดเล็กก็พร้อม รอส่งไปรัสเซียเพื่อประกอบเข้ากับจรวดที่จะส่งไปโคจรรอบโลก โปรเจคนี้จบไป พร้อมกับโดนล้อมรอบด้วยเพื่อนๆพี่ๆคนไทยในสิงค์โปร์ที่ต่างก็ไปเรียนปริญญาเอกกันทั้งนั้น ก็เลยคิดว่า เออ เราเองก็น่าจะเรียนเอกเหมือนกันนะ เผื่อจะหางานด้านอวกาศได้ง่ายขึ้้น มหกรรมหว่านแหหางานก็เริ่มต้นอีกครั้ง แต่ต่างกันตรงที่คราวนี้หาที่เรียนป.เอก ไปเจอเวบมหาลัยนึง เค้าเขียนว่า มีตำแหน่งป.เอกว่าง ให้เขียนเมล์มาหาพร้อมส่งประวัติการทำงานมา แล้วจะติดต่อกลับไป ก็จัดใส่พานไปตามระเบียบ มหาลัยเล็กๆไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน แต่ดูผ่านพอมีโปรเจคอวกาศร่วมกับองค์การอวกาศยุโรปบ้าง ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ช่าง ห้านาทีผ่านไป อีเมล์ประหลาดตอบกลับมา แหม ในใจคิด มหาลัยนี้ปฏิเสธไวจังแฮะ โดนปฏิเสธรอบที่สิบได้แล้วมั้ง

เปิดเมล์อ่านดู "เสียใจด้วย เราไม่มีตำแหน่งปริญญาเอกที่เหมาะกับคุณ" นั่นประไร เป็นหวยก็รวยไปแล้ว อ่านต่อไป
"แต่เรามีตำแหน่ง Thermal Engineer ในโปรเจค Exomars ที่น่าจะเหมาะกับคุณ หากสนใจโปรดติดต่อกลับ" ห่ะ!? Exomars ชื่อยังก้องอยู่ในสมอง...Exomars เป็นโครงการขององค์การอวกาศยุโรปที่จะส่งหุ่นยนต์ไปดาวอังคาร คล้ายกับของนาซ่าเมื่อปี 2004

ในใจคิด "ทำ" ให้ทำฟรีก็จะทำ ประเทศไหนก็จะไป ตอบอีเมล์กลับไปแบบมึนๆ งงๆ "Yes, I do want to join the team" ตอนสัมภาษณ์ เงินเดือนไม่เคยถามถึง ถามแต่ว่าจะได้ทำจริงๆเหรอ จะได้ส่งไปดาวอังคารจริงๆใช่มั้ย ปรากฏว่าที่มาลัยได้ทำนั้นเป็นกล้องสำรวจดาวอังคาร เอาไว้ศึกษาพื้นผิว รวมถึงจุดลงจอดที่น่าสนใจสำหรับหุ่นยนต์ที่จะส่งลงไปยังผื้นผิวดาวอังคาร เอาน่ะ ก็ไม่แย่ ลุยเป็นลุย ขอให้ได้ทำ
Exomars Rover กับ ยานอวกาศที่จะส่งมันไปยังพื้นผิวดาวอังคาร
มาถึงที่นี่เรียนใหม่หมดโปรแกรมที่ใช้เป็นโปรแกรมที่องค์การอวกาศยุโรปบังคับใช้ ซึ่งผมไม่เคยใช้มาก่อน มีคนสอนคนนึง เรียนรู้ได้สามเดือนก็เริ่มปล่อยให้ทำเอง ประกอบกับประสบการณ์ที่ผ่านมาจากสิงค์โปร์ก็ทำให้จับทางได้เร็ว หัวหน้าใจดี เราก็ดีใจ ชีวิตคือการเรียนรู้ ทำงานก็เหมือนได้เรียน แถมเค้าดันให้ตังค์ใช้อีกต่างหาก

หน้าที่ของ Thermal Engineer คือทำการจำลองอุณหภูมิของดาวเทียมว่าในขณะที่ทำภารกิจนั้น อุณหภูมิของดาวเทียมเป็นเท่าไหร่ เพราะว่าถ้าเย็น หรือร้อนเกินไป จะทำให้อุปกรณ์ภายในดาวเทียมเสียหายหรือทำงานได้ไม่เต็มที่ สภาพแวดล้อมในอวกาศที่ไม่มีอะไรมาช่วยระบายความร้อนเหมือนอยู่บนโลก ก็ทำให้ต้องทำการจำลองและทดสอบอย่างละเอียด ถ้าร้อนไปเราใส่ฉนวนกันความร้อนได้ ถ้าเย็นไปเราใส่ฮีทเตอร์เข้าไปได้ ฟังดูง่าย แต่จริงๆแล้ว ทั้งน้ำหนักของฉนวนกันความร้อน และพลังงานของฮีทเตอร์ต่างก็เป็นทรัพยากรณ์ที่มีอยู่อย่างจำกัด อีกทั้งอวกาศทีอุณหภูมิอยู่ที่ -270องศาเซลเซียส และอุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถ้าเกิดเราโดนแสงจากดวงอาทิตย์ส่อง เราก็ต้องศึกษา พูดคุยกันให้ดีระหว่างคนที่วางแผนการเคลื่อนที่ของดาวเทียมว่า อุปกรณ์ขอเราอยู่ด้านไหน จะเห็นดวงอาทิตย์มากน้อยขนาดไหน ระหว่างการเดินทางไปดาวอังคารก็แบ่งย่อยเป็นหลายขั้นตอน ตำแหน่งของดาวเทียมก็ต่างกันไป ระหว่างเดินทางไปดาวอังคารซึ่งใช้เวลา 8 เดือน ก็อย่างหนึ่ง พอใกล้ถึงดาวอังคารเราก็ต้องทำการลดวามเร็วขอยานอวกาศด้วยเทคนิคเฉพาะ ซึ่งต้องอาศัยการวางตัวของยานอวกาศอีกแบบหนึ่งเป็นต้น รวมถึงเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นหากระบบการทรงตัวขอยานอวกาศผิดพลาด ล้วนแต่ต้องทำการจำลองผลเป็นกรณีแยกกันไป

วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

[Soyuz Series] Soyuz มรดกจากโซเวียต สู่วงการอวกาศโลก [เดินทางสู่ดวงจันทร์]

หนทางสู่ดวงจันทร์ Luna program


เอาบทความมาแลกโหวตครับ หากคิดว่ามันให้ความรู้ หรือทำให้สนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีอวกาศมากขึ้น ช่วยโหวตให้คะแนนผมได้ไปอวกาศด้วยครับที่https://www2.axeapollo.com/en_PH/33121/tawon-uthaicharoenpong

หลังจากประสบความสำเร็จในการส่งดาวเทียมไปโคจรรอบโลกแล้ว จุดมุ่งหมายต่อไปของโซเวียตก็คือการไปสู่ดวงจันทร์ก่อนอเมริกัน

ลูน่าโปรแกรม (Luna programme) ได้ริเริ่มขึ้นระหว่างปี 1959 ถึงปี 1976 มีจุดประสงค์เพื่อศึกษา องค์ประกอบทางเคมี แรงดึงดูด อุณหภูมิ และ รังสี บนดวงจันทร์ ยานอวกาศที่ได้ตั้งชื่อเป็นทางการว่า Luna มีทั้งหมด 24 ลำ แม้ว่าภารกิจที่ล้มเหลวจะไม่ถูกแต่งตั้งหมายเลขภารกิจให้ก็ตาม (ขนาดเฉพาะที่สำเร็จยังมีตั้ง 24 ครั้ง!)
แบบจำลอง ยานอวกาศ Luna 1 [http://en.wikipedia.org/wiki/Luna_1

ยาวอวกาศลำแรกชื่อว่า Luna 1 มีจุดประสงค์ที่จะพุ่งเข้าชนดวงจันทร์ (จะไปให้ถึงก่อนนั้นแหละ) แต่ว่าศุนย์ควบคุมภาคพื้นดินที่รัสเซียกลับมีข้อผิดพลาดทำให้ระบบตั้งเวลาเดินเครื่องยนต์ทำงานผิดพลาด ทำให้ Luna 1 พลาดดวงจันทร์ไป 5,900 กิโลเมตร ถึงภารกิจจะล้มเหลวแต่ก็มีความสำคัญพอที่จะได้หมายเลขภารกิจ เพราะว่า Luna 1 เป็นสิ่งของที่มนุษย์ทำขึ้นชิ้นแรก ที่หลุดออกจากแรงโน้มถ่วงของโลก และเดินทางออกสู่อวกาศเบื้องลึกอย่างแท้จริง และเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในอวกาศ เช่น ลมสุริยะ แถบรังสี สนามแม่เหล็กของดวงจันทร์ เป็นต้น Luna 1 ถูกส่งขึ้นไปสู่อวกาศโดยจรวด R-7 (ชื่อทางการ 8K72) ที่เราได้พูดถึงในซีรีส์ก่อนหน้านี้  จรวด 8K72ได้ถูกปรับแต่งเพื่อให้เหมาะสมกับภารกิจนี้และได้เปลี่ยนชื่อเป็น Luna 8K72 นั้นเองซึ่งหมายความว่ามันยังอยู่ในตระกูลของจรวด R-7 ที่ เซอร์เกย์ โคโรเลฟเป็นผู้ออกแบบนั้นเอง

ยานอวกาศ Pioneer 4 ของฝั่งสหรัฐ ซึ่งมีภารกิจเหมือนกับ Luna 1 ทุกประการ  [http://en.wikipedia.org/wiki/Pioneer_4]

เรื่องที่น่าสนใจในช่วงเวลาเดียวกันก็คือ ทางฝั่งอเมริกาก็มีภารกิจแบบเดียวกันกับ Luna 1 แป้ะ! ซึ่งก็คือ การส่งยานอวกาศ  Pioneer 4 ไปสู่ดวงจันทร์ โดยบินผ่านดวงจันทร์ไป 60,000 กิโลเมตร พร้อมด้วยเครื่องมือตรวจสอบกัมมันตภาพรังสี  Pioneer 4 ถูกส่งภายหลัง Luna 1 ประมาณสองเดือนในวันที่ 3 มีนาคม 1959

12 กันยายน 1959 9 เดือนหลังจากภารกิจ Luna 1 ล้มเหลว ภารกิจ Luna 2 ที่ประสบความสำเร็จในการลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์เป็นครั้งแรก เพื่อเป็นการประกาศความสำเร็จบนพื้นผิวดวงจันทร์ โซเวียตได้ใส่ของที่ระลึกเข้าไปใน Luna 2 และชิ้นส่วนของจรวดที่จะตกกระทบพื้นผิวดวงจันทร์ ด้วยซึ่งก็คือ ลูกบอลสเตนเลสและเส้นอลูมิเนียมบาง ที่สลักชื่อสหภาพโซเวียต และปีเอาไว้ (СССР СЕНТЯБРЬ 1959 , USSR SEPTEMBER 1959) วันที่ 15 กันยายน ผู้นำโซเวียต นิกิต้า ครุสเซฟ มอบแบบจำลองลูกบอลนี้เป็นของขวัญให้แก่ ประธานาธิบดี ของอเมริกา ไอเซ่นฮาวเออร์ (หยามหน้ากันเห็นๆ เหอะๆๆ)
ลูกบอลสเตนเลส และเส้นอลูมิเนียมที่ส่งไปกับ Luna 2
ภารกิจต่อมาก็มีเรื่องน่าสนใจไม่น้อยเช่นกัน Luna 3 ถูกปล่อยเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 1959 มีภารกิจที่สำคัญคือ เป็นภารกิจแรกที่เป็นการโคจร รอบดวงจันทร์และได้มีการถ่ายรูปด้านมืดของดวงจันทร์เป็นครั้งแรก (บนโลกเราจะเห็นด้านสว่างของดวงจันทร์เพียงด้านเดียวเท่านั้น) แม้รูปที่ได้จะมีคุณภาพต่ำแต่ว่าก็สามารถสร้างความสนใจได้ทั่วโลก หากคิดให้ดีๆแล้ว สมัยนั้นไม่มีทั้งกล้องถ่ายรูปดิจิตอลและระบบสื่อสารความเร็วสูง แล้ว Luna 3 เล็งกล้องและส่งรูปกลับมายังโลกได้อย่างไร?

Luna 3 ส่วนกล้องและเซนเซอร์ตรวจจับดวงจันทร์ อยู่ทางด้านซ้ายของภาพ [http://www.svengrahn.pp.se/trackind/luna3/Luna3story.html] (ในลิงค์มีเรื่องน่าอ่านด้วยนะ!)
Luna 3 เป็นยานอวกาศลำแรกที่ใช้เทคโนโลยีการทรงตัวแบบสามแกน ซึ่งจำเป็นในการหยุนการหมุนของยานและเล็งกล้องไปยังดวงจันทร์ เมื่อเซนเซอร์ตรวจจับแสง ได้รับแสงอาทิตย์ที่อยู่ด้านหลังของดวงจันทร์ ยาน Luna 3 ก็เริ่มต้นการถ่ายภาพ โดยระบบถ่ายภาพ Yenisey-2 ซึ่งเป็นระบบกล้องสองเลนส์ พร้อมด้วยระบบล้างรูปอัติโนมัติ และเครื่องสแกนภาพ! เมื่อภาพถ่ายได้และทำการล้างภาพเสร็จสิ้น ฟิล์มจะถูกส่งต่อไปยังเครื่องสแกนแบบหลอดคาโทดเปลี่ยนจุดขาว-ดำเป็นข้อมูลดิจิตอลและส่งไปยังโลก ซึ่งคล้ายคลึงกับการส่งแฟกส์นั้นเอง Luna 3ถ่ายรูปทั้งหมด 29 รูป ถ่ายใน 40 นาที แต่สามารถส่งข้อมูลมายังโลกสำเร็จเพียง 17 รูป และมีเพียง 6 รูปเท่านั้นที่ได้รับการตีพิมพ์
ภาพที่ส่งกลับมายังโลก [http://en.wikipedia.org/wiki/File:Luna_3_moon.jpg]
มีเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับการพิชิตอวกาศของโซเวียตเกิดขึ้นจำนวนมากภายใต้ Luna program ทั้ง 24 ภารกิจนี้ ทั้งการลงจอดบนดวงจันทร์เป็นครั้งแรกและ การเก็บตัวอย่างพื้นผิวดวงจันทร์กลับมายังโลก
ระบบถ่ายภาพ yenisey-2
แต่ยังมีภารกิจที่ข้ามไม่ลงเลยจริงๆนั้นก็คือภารกิจ Luna 15 (13 กรกฏาคม 1969 ) ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจส่งกลับตัวอย่างพื้นผิวดวงจันทร์ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับที่ Apollo 11 ได้ลงจอดบนดวงจันทร์ และ นีล อาร์มสตรอง กับ บัซ อัลดรินได้เหยีบพื้นผิวดวงจันทร์ครั้งประวัติศาสตร์ และ Luna 15 ได้เริ่มการลดระดับลงสู่พื้นผิวดวงจันทร์ และพุ่งชนภูเขาในภายหลัง ภารกิจนี้ยังเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการร่วมมือกันระว่าง โซเวียต-อเมริกัน เพราะโซเวียตต้องการตรวจสอบว่ากำหนดการของทั้งสองภารกิจจะไม่ชนกัน แต่ว่าต่างฝ่ายก็ต่างไม่ได้ให้ข้อมูลของภารกิจฝ่ายตนเอง

จรวดที่ใช้ส่งยานส่งยานอวกาศใน Luna program นั้นเป็นจรวดที่ดัดแปลงมาจากจรวด R-7 ทั้งสิ้น

  •  Luna 1-3 ใช้จรวด Luna 8K72 
  • Luna 4 - 14 ใช้จรวด Molniya-M 8K78M ซึ่งก็ยังเป็นจรวดที่ดัดแปลงมาจากจรวด R-7
  • Luna 15-24 ใช้จรวด Proton-K 8K82K ซึ่งไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับจรวด R-7 เลย เนื่องจากเป็นคู่แข่งของ เซอเกย์ โคโรเลฟ บิดาแห่งจรวดของโซเวียต ที่เกิดมีปัญหาการเมืองขึ้นมาจนโคโรเลฟถูกส่งไปค่ายกักกัน!
 ดราม่าไม่เคยปราณีใครจริงๆ ตอนหน้าเราจะพูดถึงจรวด Proton-K และจรวดรุ่นต่อๆไปกันครับ